แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิปส์ความรู้เพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิปส์ความรู้เพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เลิกบุหรี่อย่างไรไม่ให้อ้วน

ลด ละ เลิกบุหรี่ เป็นเรื่องที่ดีสำหรับสุขภาพตัวเอง หลายๆ คนรู้แต่ดูจะอิดออดชอบกล บางคนอ้างว่ากลัวน้ำหนักเพิ่ม เราจึงแนะวิธีป้องกันสำหรับใครที่พร้อมจะเลิกบุหรี่อย่างจริงจังค่ะ

เลิกบุหรี่อย่างไรไม่ให้อ้วน

อย่างแรกคือคุณควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะทำให้คุณกินกระหน่ำให้ได้เสียก่อน ถ้าผ่านตรงนี้มาได้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ จากนั้นสิ่งที่ต้องพยายามอีกหน่อยก็คือ

  • จัดตารางให้ตัวเองออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะเดิน ขี่จักรยาน เต้นรำ หรือแอโรบิก อย่างไรก็ได้ที่คุณจะสนุกกับมัน อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
  • เลือกกินอาหารพวกที่มีไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย ละเว้นของทอดที่ใช้น้ำมัน เพื่อลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย
  • สำหรับคนที่เคยชินกับการสูบบุหรี่พร้อมดื่มชา กาแฟ ให้ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้แทน
  • หากคุณไม่ชอบให้ปากว่าง เลือกของขบเคี้ยวพวกที่มีกากใยมากๆ อย่างข้าวโพดคั่ว ขนมปังแคร้กเกอร์ที่ทำจากธัญพืช หรือหันไปกินผักผลไม้อย่างแอ๊ปเปิ้ล องุ่น หรือแครอทแช่เย็นเจี๊ยบก็ไม่เลวนัก เพราะนอกจากให้พลังงานต่ำแล้วยังได้ประโยชน์จากกากใยหรือวิตามินต่างๆ ด้วย
  • กินอาหารช้าๆ เคี้ยวนานๆ ค่อยกลืน เพราะการกินเร็วๆ จะทำให้คุณกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • สำหรับคนที่ชินกับการคีบบุหรี่ที่นิ้วเสมอๆ ควรหาขนมที่เป็นแท่ง อย่างเช่น ขนมปังกรอบแบบไขมันต่ำ มาวางไว้ทุกที่ที่คุณใช้ชีวิต เช่น ในรถ โต๊ะทำงาน เพื่อหยิบได้ทุกครั้งที่อยากบุหรี่ขึ้นมา
  • หาเม็ดอม หรือเม็นทอลมินต์ แบบปราศจากน้ำตาลพกติดตัวไว้อมแก้ขัดเวลาอยากบุหรี่
  • แปรงฟัน หรืออมเม็นทอลมินต์ทันทีหลังกินอาหารจานหลักเสร็จ จะช่วยลดความอยากของหวาน หรือความอยากบุหรี่ลงไป
  • หากิจกรรมอย่างอื่นทำแทนการกินอาหารนอกมื้อ เช่น เดินเล่น อ่านหนังสือ ทำงาน
  • หากรู้สึกว่ามือว่างอยากคีบบุหรี่ ลองหางานอดิเรกประเภทที่ต้องใช้มือทำ เช่น ทำสวน งานช่าง จะได้ใช้พลังงานไปพร้อมๆ กับลดบุหรี่ในตัว
  • หลังจากเลิกบุหรี่สำเร็จแล้ว ให้ค่อยๆ วางแผนลดน้ำหนัก ไม่ต้องรีบ โดยรอให้คุณคลายความเครียดของการเลิกบุหรี่ได้เสียก่อนจะดีกว่า

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดการกับอาการ Jet Lag

อาการหลักๆ ของ Jet Lag ได้แก่ ปวดหัว เหนื่อยล้า หมดแรง เซื่องซึม อารมณ์ฉุนเฉียวผิดปกติ ใครทำอะไรนิดก็หงุดหงิด ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ สมาธิกระเจิง ไม่หิว หรืออยากอาหาร

คนที่เคยนั่งเครื่องบินนานๆ แบบข้ามทวีป เปลี่ยนที่ เปลี่ยนเวลา จากกลางวันเป็นกลางคืน คงเคยสัมผัสกับอาการอ่อนเพลีย หมดแรง ที่เราเรียกว่า เจ็ทแล็ค (Jet Lag) กันบ้างหรอกนะคะ

แถมจะนอนพักก็ยังหลับยากอีกต่างหาก

สาเหตุหลักๆ เกิดจากการเปลี่ยนเวลาจนนาฬิกาชีวิตเราตามไม่ทันนั่นเอง เนื่องจากนาฬิกาชีวิตเราจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงตามสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เช่น การกิน และการนอน ปฏิกิริยาต่อแสงสว่างและความมืด คนที่เคยนอน 4 ทุ่มตื่น 6 โมงเป็นประจำ นาฬิกาชีวิตก็จะเดินตามนั้น เมื่อเดินทางไปต่างโซนเวลามันจึงรวนไปชั่วขณะ ยิ่งข้ามโลกไปไกลมาก ยิ่งอ่อนเพลียมาก เชื่อว่าการเดินทางข้ามโซนเวลาไปทางทิศตะวันออกจะทำให้ร่างกายต้องพยายามปรับตัวมากขึ้นกว่าไปทางทิศตะวันตก

จัดการกับอาการ Jet Lag

นับว่ายังดีที่อาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ก็เล่นเอาหลายคนทรมานไม่น้อย ตรงนี้มีข้อแนะนำบางอย่างเพื่อช่วยลดอาการ Jet Lag ลงได้บ้างค่ะ

  • หาเที่ยวบินที่จะไปถึงที่หมายตอนกลางคืน จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้ง่ายขึ้น
  • การขาดน้ำทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์บนเครื่องบิน หันมาจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ หรือดื่มน้ำผลไม้แทน
  • หาเวลาออกไปรับแดดในตอนกลางวันเมื่อถึงที่หมาย เพื่อให้ร่างกายรับรู้เวลาตื่น
  • ใครที่เคยออกกำลังกายเป็นประจำ เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง ก็ควรทำเหมือนเดิม เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และทำให้พร้อมพักผ่อนเมื่อถึงเวลาพัก
  • อย่าเผลองีบหลับนานๆ จะทำให้คุณปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้ยาก ถ้าง่วงมากก็งีบสั้นๆ พอ
  • คนที่ต้องกินยาตามเวลาอย่างต่อเนื่อง ให้กินยาตามเวลาที่บ้านเดิม แต่หากจำเป็นต้องใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่นานๆ ก็ควรค่อยๆ ปรับให้เข้ากับมื้ออาหารใหม่ เริ่มจากปรับให้ยาแต่ละมื้อห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จนกว่าจะลงตัวกับมื้ออาหารในที่ใหม่ และเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับบ้านก็ต้องทำเช่นเดียวกัน จนกว่าจะลงตัว

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ชั่งใจสักนิดก่อนเข้าสปา

คุณผู้หญิงทั้งหลายให้ความสนใจไปใช้บริการสปาเป็นจำนวนมาก สปาจึงจัดเป็นที่สาธารณะ และอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อต่างๆ ได้

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีชื่อเสียงการให้บริการสปา นักท่องเที่ยว รวมถึงคนไทยต่างให้ความสนใจไปใช้บริการจนเป็นที่นิยมไปทั่ว ซึ่งหากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว สปาที่เปิดบริการแบบมาตรฐานสากลในบ้านเรามีเพียงไม่กี่แห่ง ประกอบกับอัตราค่าบริการค่อนข้างสูง ทำให้ได้รับความนิยมเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะในเมืองใหญ่ๆ หรือเมืองท่องเที่ยว เราสามารถพบเห็นสปาได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นย่านธุรกิจการค้า หรือแม้กระทั่งริมถนน ตรอก ซอกต่างๆ

สปาที่เปิดให้บริการมีหลากหลายแบบ อาจเป็นสปาที่ให้บริการครบวงจร ผนวกด้วยบริการเพื่อสุขภาพและความงามด้านอื่นๆ เช่น ฟิตเนส ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ห้องนวด ห้องเสริมสวย ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่าจะเน้นบริการลูกค้าอย่างไร และเนื่องจากสปามีให้เลือกมากมาย เพื่อความเป็นระเบียบ ได้มาตรฐาน และความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการทั่วประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดมาตรฐานสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ชั่งใจสักนิดก่อนเข้าสปา

สถานที่ รวมถึงที่ตั้ง ระดับแสงสว่าง ความปลอดภัย และสุขอนามัยภายในสปา
ผู้ดำเนินการ มีมาตรฐานในการควบคุม ดูแลและความรับผิดชอบต่อธุรกิจ
ผู้ให้บริการ นักบำบัด หรือผู้นวด ต้องผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตร มีคุณสมบัติครบถ้วน
ความปลอดภัย มีมาตรฐานการทำความสะอาดเครื่องมือที่ใช้ในสปา รวมถึงการเตรียมพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
การบริการ มีการแจ้งอัตราค่าบริการอย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกค้ารับทราบก่อนใช้บริการ

เนื่องจากผู้รักสุขภาพ โดยเฉพาะ ดังนั้นนอกเหนือจากจะเลือกสปาที่ชื่อเสียงในการบริการ มีความเชี่ยวชาญ ยังต้องเอาใจใส่ต่อความปลอดภัยของสุขอนามัยอีกด้วย โดยรายละเอียดที่คุณไม่ควรมองข้ามก่อนตัดสินใจเข้าสปา ได้แก่

สถานที่ แม้ว่าจะไม่มีข้อบังคับระบุว่า สปาควรตั้งอยู่ที่ใดเป็นพิเศษ แต่ก็ควรตั้งอยู่ในบริเวณที่ไม่มีเสียงอึกทึกรบกวน สามารถสังเกตเห็นทางเข้า-ออก ได้อย่างชัดเจน ภายในสปามีการติดตั้งใบอนุญาตประกอบสถานบริการถูกต้องตามกฎหมาย ห้องต่างๆ ต้องมีแสงสว่างพอเพียง แม้ว่าสปาส่วนใหญ่จะปรับแสงให้นวลตา เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายก็ตาม แต่อย่างน้อยในห้องที่ใช้สำหรับนวด เช่น ห้องนวดหน้า ห้องเสริมสวย จำเป็นต้องมีแสงสว่างมากกว่าห้องอื่นๆ และที่สำคัญประตูห้องนวดทุกห้องต้องไม่มีกุญแจล็อก ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้า นอกจากนี้ภายในห้องนวดต้องไม่มีกลิ่นเหม็นอับ ต้องติดตั้งระบบถ่ายเทอากาศ รวมถึงอุณหภูมิในห้องนวดต้องไม่ร้อน หรือเย็นจนเกินไป

สุขอนามัยของผู้ให้บริการ นักบำบัด หรือผู้นวด ต้องได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรมาตรฐาน และมีประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ก่อนเริ่มต้นนวด ผู้นวด หรือนักบำบัด จำเป็นต้องทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อนให้บริการทุกครั้ง เล็บมือควรตัดสั้น ขัดให้สะอาด ผมต้องมัดเก็บให้เรียบร้อย ไม่ใส่น้ำหอม รวมถึงไม่ใส่เครื่องประดับใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวน หรือขีดข่วนขณะสัมผัส หรือนวด นอกจากนี้ผู้นวดหรือผู้บำบัดทุกคนต้องติดป้ายชื่อบนเสื้อ เมื่อมีการสอบถามถึงประกาศนียบัตรรับรองอาชีพ ต้องสามารถแสดงได้ หรือคุณอาจสังเกตจากใบรับรองบริเวณแผนกต้อนรับ เพื่อความมั่นใจในบริการ

การรักษาความสะอาด การรักษาความสะอาดภายในสปานับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากมีคนแวะเวียนเข้าสปาจำนวนมาก และมักข้องเกี่ยวกับการสัมผัส การนวด การใช้น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายต่างๆ ซึ่งหากทำความสะอาดไม่ดี ก็จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย ดังนั้นการพิถีพิถันเอาใจใส่ทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ภายในสปาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทุกครั้งที่เริ่มให้บริการแก่ลูกค้ารายใหม่ เช่น

  • ผ้าขนหนู เสื้อคลุมอาบน้ำ ผ้าปูเตียง ผ้าห่ม ควรผ่านการซัก อบ ผ่านการฆ่าเชื้อ ไม่มีกลิ่นอับชื้น ในทางตรงกันข้ามไม่ควรมีกลิ่นน้ำหอมแรงเกินไป เนื้อผ้าควรเป็นแบบผ้าฝ้าย 100% เพราะระบายความชื้นได้ดี และไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง และควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งหลังใช้ ทั้งนี้ควรมีบริการอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง เช่น หมวกคลุมผม รองเท้าสลิปเปอร์ กางเกงในกระดาษ เพราะนอกจากอำนวยความสะดวก ยังป้องกันการติดเชื้อได้อย่างดี
  • หวี แปรง ควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อราและรังแค
  • อุปกรณ์ทำความสะอาดผิว ฟองน้ำ ใยบวบ แปรงขัดตัว แปรงขัดหน้า อุปกรณ์เหล่านี้ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งเมื่อลูกค้ารายใหม่ใช้บริการ หรืออย่างน้อยต้องทำความสะอาด ฆ่าเชื้อเช่นกัน เพื่อป้องกันเชื้อราที่อาจสะสมอยู่
  • ห้องอาบน้ำ ห้องซาวน่า เนื่องจากเวลาเข้าสปา คุณมักจะต้องสัมผัสกับน้ำมันอโรมาเธอราพี เมื่อทำการชำระล้างร่างกาย คราบน้ำมันเหล่านี้มักติดตามพื้น ผนังห้องน้ำ หากไม่รีบทำความสะอาดทันที จะทำให้เกิดคราบสกปรก ดังนั้นหลังการใช้ห้องอาบน้ำ ห้องซาวน่า ควรมีการทำความสะอาด เช็ดถูทันที และที่สำคัญต้องไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมี ส่งกลิ่นฉุน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับสปาโดยเฉพาะ
  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในร้าน ควรเลือกสปาที่ใส่ใจในผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีราคาเหมาะสม เลือกสินค้าที่ได้รับการตรวจสอบจากองค์การอาหารและยา สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลือกสปาที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพิสูจน์ว่าไม่แพ้ หรือพยายามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมากที่สุด ไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป และไม่มีกลิ่นน้ำหอมฉุน ซึ่งรวมไปถึงดอกไม้ตกแต่ง และเทียนหอมที่จุดในสปา ทั้งสองสิ่งจำเป็นสำหรับสร้างกลิ่นสดชื่นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ต้องได้สมดุลกัน ไม่ส่งกลิ่นตีกันจนทำลายบรรยากาศอื่นๆ เสียหมด ที่สำคัญดอกไม้ที่นำมาโรยอ่างน้ำ ต้องปราศจากยาฆ่าแมลง และสุดท้ายห้องที่จุดเทียนหอม หรือน้ำมันอโรมาเธอราปี ต้องติดตั้งระบบระบายอากาศที่ดี

การเลือกใช้บริการสปาสักแห่ง จึงไม่เพียงต้องพิจารณาจากการบริการ ราคา หรือชื่อเสียงเท่านั้น แต่ต้องเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เพราะจุดมุ่งหมายของการเข้าสปา คือ ทั้งร่างกายและจิตใจ ได้รับการผ่อนคลายมากที่สุด คงไม่มีใครอยากจ่ายเงินแพงๆ แต่ได้รับการบริการแบบไม่เต็มร้อยแน่นอน ดังนั้นครั้งต่อไปที่จะเลือกเข้าสปา ขอให้พนักงานพาเดินสำรวจสักรอบ เพื่อเป็นตัวเสริมในการตัดสินใจย่อมไม่เสียหายค่ะ
TIPS ควรรู้ก่อนไปสปา

  • หากคุณตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บริการ สปาทุกครั้ง แต่ไม่แนะนำให้เข้าห้องซาวน่า หรือห้องสตรีม เนื่องจากมีอุณหภูมิสูง ทำให้หลอดเลือดขยาย หัวใจจะสูบฉีดเร็วขึ้น จะทำให้ปวดหัว มีอาการมึน ตาพร่า
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหนัก หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนเข้าสปา แต่ก็ไม่ควรปล่อยท้องว่างเช่นกัน
  • ควรไปถึงเวลานัดล่วงหน้า 15 นาที เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้ารับบริการ เช่น การพักดื่มน้ำ หรือชาสมุนไพร
  • หลีกเลี่ยงการแว็กซ์ หรือโกนขน 1 วันก่อนเข้ารับบริการขัดผิวด้วยเกลือ มิฉะนั้นผิวอาจเกิดการระคายเคืองได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการตากแดด หรืออยู่กลางแดดจัด ก่อนการเข้ารับบริการนวดใดๆ
  • หากใส่เครื่องประดับ ให้ถอดออกก่อนเข้ารับบริการ อาจฝากไว้ในตู้นิรภัยที่ทางสปาเตรียมไว้ให้ แต่ถ้าถอดเก็บไว้ที่บ้านจะปลอดภัยที่สุด
  • ในระหว่างการรับบริการสปา ควรหลับตาและสูดหายใจเข้า-ออก ลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายยิ่งขึ้น
  • ควรปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด เพื่อคุณจะได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง
  • ตลอดเวลาที่ได้รับบริการ หากรู้สึกไม่สบาย หรือไม่พอใจ ควรแจ้งกับผู้นวด หรือนักบำบัดให้ให้ทราบทันที

ข้อมูลจาก: Mr. Andrew Jacka, Horwath Spa Consulting / Mr.Richard Williams, Manager of Chiva-Som International Health Resort และภาพจาก Mandara Spa ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คุณเป็นนักช้อปปิ้ง..ไร้สติหรือเปล่า?

จะว่าไปนักจิตวิทยาเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะควบคุมนิสัยการช้อปปิ้งของตัวเองได้ยากมาก

คุณเป็นนักช้อปปิ้ง..ไร้สติหรือเปล่า?

ผลสำรวจของนิตยสาร The Marketeer ที่สำรวจสาวไทยวัยทำงานอายุระหว่าง 21-29 ปี เกี่ยวกับค่านิยม ความเชื่อ และวิถีการดำเนินชีวิต ได้ผลสรุปมาข้อหนึ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจว่า กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีคะแนนนำลิ่วมาได้แก่ กลุ่มสาวทำงานยุคใหม่ ที่มีลักษณะเด่นคือ เป็นพวกบ้างาน ส่วนหนึ่งเพราะกลัวความไม่มั่นคง และมักจะทำงานหนักเพื่อหาเงินมาปรนเปรอความสุขให้กับตัวเอง ค่อนข้างเป็นวัตถุนิยม และมักจะหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยการจับจ่ายซื้อของจนกลายเป็นนิสัย

หนังสือนิยายขายดีเรื่อง The Secret Dreamworld of a Shopaholic เขียนโดยนักข่าวสาวอย่าง โซฟี คินเซลลา หรือเวอร์ชั่นที่แปลเป็นไทยว่า คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ ที่แปลโดยคุณพลอย จริยะเวช ได้ขุดคุ้ยแคะเอารูปแบบการใช้ชีวิตสาวสมัยใหม่ที่ใฝ่ใจการช้อปปิ้ง แก้กลุ้ม ออกมาตีแผ่อย่างสนุกสนานปนความสะใจ ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของไลฟ์สไตล์สาวๆ ยุคปัจจุบันอย่างถึงกึ๋น ที่หนังสือขายดิบขายดีก็คงเป็นเพราะเนื้อหาคงไปจี้ใจดำใครหลายๆ คนอยู่กระมัง
อาการประเภทที่ว่า ฉันรู้สึกเครียดจังวันนี้ งานก็เยอะ เจ้านายก็บ่นทั้งวัน กลับบ้านเร็วก็เหงาน่าเบื่อ เลิกงานทั้งทีขอไปเดินห้าง(สรรพสินค้า)ให้เย็นใจดีกว่าครั้งพอไปเดินเห็นเสื้อผ้าถูกใจ ราคาพอสู้ไหว ถึงเงินสดไม่มีเครดิตการ์ดที่ทำไว้ตั้งหลายใบก็ยังพอจ่าย...ว่าแล้วก็ซื้อมันซะเลยสะใจดี พอเดินไปอีกก้าวเห็นรองเท้าคู่ที่หน้าตาสวยไม่เลว มันช่างเปล่งประกายเหมือนรอให้เราเป็นเจ้าของอยู่พอดี...อย่ากระนั้นเลย....ซื้อมันไปให้เป็นเพื่อนกับรองเท้าเสื้อผ้าที่มีอยู่เต็มบ้านเสียดีกว่า แล้วก็...เอ้า...ซื้อซะ (อีกแล้ว)
ทั้งๆ ที่แผนการซื้อของเหล่านี้ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อนล่วงหน้าเลยสักนิดเดียว การได้จับจ่ายเงินออกไปแลกกับสิ่งของที่ถูกใจบางอย่างกลับมา ซึ่งมักจะเป็นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นักจิตวิทยาเขาว่ามันไปช่วยทดแทนความรู้สึกสูญเสียความมั่นใจอะไรบางอย่างในตัวคนเรา คล้ายๆ กับคนที่กำลังหิวแล้วได้กินอาหาร คนช้อปปิ้งแบบไม่ยั้งคิดที่อาการหนักหน่อยก็เป็นอาการผิดปกติเช่นเดียวกับคนที่ควบคุมนิสัยการกินของตัวเองไม่ได้ อย่างคนที่เป็นโรคบูลิเมีย ที่ชอบล้วงคอให้อาเจียนหลังกินอาหาร หรืออะนอรีเซีย เห็นอะไรก็ไม่อยากกินไปหมด กินทั้งวัน ทำให้อ้วน กลับกันแต่การคลายเครียดด้วยการช้อปปิ้ง ช่างเป็นนิสัยที่เป็นอันตรายต่อสภาวะทางการเงินในกระเป๋า เป็นเหตุให้คุณอีกหลายต่อหลายคนต้องนั่งกุมขมับตอนปลายเดือน หรือเวลาที่ใบเรียกเก็บเงินบัตรเครดิตส่งมาถึงบ้าน ถึงเวลานั้นทีไรใจก็แป้ว และมักจะสำนึกผิดในวิธีการคลายเครียดที่ตัวเองทำลงไปอย่างนั้นเสียทุกที พอจัดการกับบรรดาบัตรเครดิตทั้งหลายเรียบร้อยแล้ว วงจรเดิมๆ ก็เริ่มกันใหม่ในเดือนใหม่อีกครั้ง แล้วคุณล่ะ...กำลังประสบสภาวะอย่างนี้อยู่หรือเปล่าคะ?
เพราะขณะที่เรากำลังเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือตลาดนัด หรือแม้แต่เดินเฉียดแผงลอยข้างถนน เราล้วนถูกแวดล้อมด้วยคนที่พร้อมจะจ่ายเงินซื้อของเหมือนๆ กันจำนวนมากที่พอจะส่งอิทธิพลทางความคิดมาถึงเราได้ และสนับสนุนความรู้สึกอยากช้อปของเราให้มากขึ้น ยิ่งคนที่เติบโตขึ้นมาในสังคมเมืองที่มีชีวิตอยู่กับการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยอยู่ตลอดเวลา การได้ใช้เงินบางทีก็เป็นการผ่อนคลายที่แสนธรรมดาวิธีหนึ่ง แต่จะไม่ใช่เรื่องผิดหากคุณช้อปปิ้งแบบ มีสติ เพราะหากว่าช้อปฯ แบบ ไร้สติ แล้วนี่ เข้าข่ายโรคจิตแล้วล่ะ แถมเห็นทีคุณจะต้องประสบความยุ่งยากทางการเงินตามมาแน่ๆ ต้องรีบแก้นิสัยเสียนี้โดยด่วน
ลองมาดูว่าพฤติกรรมการช้อปฯที่ผ่านๆ มาของคุณนั้นเข้าข่ายผิดปกติแล้วหรือยัง หากคุณตอบว่า ใช่ เกินครึ่งของคำถามต่อไปนี้นั้น ก็คงพอฟันธงลงไปได้ว่าคุณเริ่มเข้าข่ายเป็น นักช้อปฯไร้สติเสียแล้วล่ะค่ะ คุณคงต้องรีบหาทางจัดการเยียวยาตัวเองก่อนบัญชีคุณจะบานปลายไปกว่านี้
- คุณยังไม่ใช้ของที่ตัวเองซื้อมา ยอมรับมาซะดีๆ ว่ามีบางชิ้นที่คุณยังไม่แกะออกจากห่อเลยด้วยซ้ำ
- ยอดเครดิตการ์ดกี่ใบๆ ที่คุณมีต่างก็เฉียดเต็มเพดานอยู่รอมร่อแล้ว
- คุณมักจะเอาของที่ซื้อมาแล้วไปเปลี่ยนหรือคืนที่ร้านเป็นประจำ
- ตอนแรกที่ซื้อของมาคุณก็มักจะรู้สึกดีอยู่หรอก แต่พอเวลาผ่านไปคุณมักรู้สึกผิดที่ใช้เงิน พาลให้รู้สึกแย่ๆ กับนิสัยนี้ของตัวเองเป็นประจำ
- คุณไม่กล้าบอกสามีหรือเพื่อนว่าคุณไปช้อปปิ้งมา
- คุณเลือกที่จะไปช้อปปิ้งแทนการนัดเพื่อนหรือไปงานที่มีคนเชิญมาเสมอ
- หากวันไหนคุณไม่ได้ไปซื้อของ คุณมักจะกระวนกระวายและรู้สึกร้อนรุ่ม
- คุณรู้สึกดีมากๆ หากพนักงานขายพูดจาดีๆ กับคุณ และจะรู้สึกเศร้าหากพนักงานพวกนั้นไม่ต้อนรับคุณด้วยดี
- เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกแย่กับอะไรก็ตาม คุณจะรู้สึกอยากออกไปช้อปปิ้งเพื่อหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ
- คุณมักจะไม่เคยกะการล่วงหน้าว่าจะซื้ออะไร แต่ชอบที่จะไปเดินดูแล้วค่อยหยิบของที่อยากได้ในขณะนั้น
แม้ว่าการช้อปปิ้งจะทำให้คุณสบายใจจนคุณเผลอ เสพการช้อปปิ้ง โดยไม่รู้ตัว เราคงได้แต่เตือนกันให้คุณรู้จักบันยะบันยังบ้างตามสภาพเศรษฐกิจและความเป็นจริงที่หนีไม่พ้นนะคะ เพราะถึงอย่างไรการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในยามที่จำเป็นก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต นักจิตวิทยาได้รวบรวมคำแนะนำดีๆ สำหรับเยียวยานิสัยโรคนักช้อปเอาไว้ให้แล้ว ลองทำตามดูก็คงไม่เสียหลาย เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น ดังนี้ค่ะ
- ก่อนออกไปช้อปปิ้ง ทำรายการของที่ตั้งใจจะซื้อจดใส่กระดาษให้ชัดเจน และซื้อของเฉพาะที่อยู่ในรายการเท่านั้น อย่าออกนอกรายการเด็ดขาด
- เลือกเดินคนเดียว เพราะหากไปกับเพื่อนคุณจะมีโอกาสถูกลูกยุได้สูง
- เมื่อไหร่ที่เกิดไปปิ๊งของแพงหูดับจนแทบจะอดใจไม่ได้อยู่รอมร่อ จงหยุด และให้เวลาตัดสินใจกับตัวเองสัก 24 ชั่วโมง แล้วเดินออกจากร้านไปก่อน คุณจะจัดการกับอารมณ์อยากได้ของตัวเองได้ดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ
- หากคุณรู้สึกว่าการได้จ่ายเงินซื้อของอะไรก็ตามเป็นเรื่องที่ทำให้คุณสบายใจขึ้นมากแล้วล่ะก็ แทนที่จะซื้อของแพงๆ อย่างเสื้อผ้า รองเท้า แบรนด์เนมต่างๆ ก็ลองหันมามองของแบกะดินถูกๆ หรือซื้อพวกกับข้าว หรือของจำเป็นในครัวเรือนเสียเลยยิ่งดี หากยิ่งต่อราคาได้ คุณก็จะได้ใช้เงินน้อยลงไงคะ
- และหากคุณภูมิใจ อุ่นใจกับการมีเครดิตการ์ดติดกระเป๋าสตางค์ จนห้ามใจไม่อยู่หยิบมันออกมาใช้เรื่อยๆ แล้วนี่ เห็นทีต้องปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด ทำใจแข็งไว้ค่ะ แล้วเก็บมันใส่กล่อง ล็อคกุญแจไว้เลย แล้วก็เอากล่องนั้นใส่ไว้อีกกล่องหนึ่ง แล้วก็ซุกไว้ลึกๆ ในตู้เสื้อผ้าที่บ้าน ทีนี้เมื่อไหร่ที่คุณอยากได้ของอะไร ทั้งๆ ที่เงินสดก็ไม่พอ (หนี้เก่าก็มีเพียบ) อย่างน้อยจะได้ชั่งใจ กลั่นกรองความอยากถึง 3 ชั้นขณะที่จะหยิบเจ้าเครดิตการ์ดเหล่านั้นมาใช้ เวลาเหล่านี้อาจจะช่วยเรียกสติและความยั้งคิดของคุณกลับมาได้บ้างค่ะ
......แล้ววันนี้คุณมีแผนจะออกไปช้อปปิ้งอยู่หรือเปล่าคะ?.....

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แบ่งเวลาระหว่าง งาน-ครอบครัว

คนเราไม่สามารถกระทำทุกสิ่งให้สำเร็จได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นคุณต้องเริ่มบริหารเวลาใหม่และจัดสรรสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับก่อนหลัง

แบ่งเวลาระหว่าง งาน-ครอบครัว

บทความเรื่องนี้คัดสรรมาเพื่อผู้ที่ชอบพูดติดปากว่า ฉันยุ่งจนไม่มีเวลาให้กับครอบครัวหรือแม้แต่กับตัวเอง !!
เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่า งาน ครอบครัว และเวลาส่วนตัว สามส่วนนี้รวมอยู่ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงที่มนุษย์ทุกคนมีเทียบเท่ากันหมด แตกต่างกันตรงที่ว่าใครจะสามารถจัดสรรสัดส่วนให้ลงตัวได้มากกว่ากัน ความหมายของการจัดสรรลงตัวต้องตอบโจทย์ความต้องการของทั้งสามส่วนได้ตามเป้าด้วย
สาเหตุหลักของปัญหาครอบครัว ปัญหาชีวิตก็มาจากเรื่องนี้ ตราบใดที่คนยังต้องการเงิน ความรัก และสนองตอบความต้องการของตัวเอง ไปพร้อมๆ กัน แถมต้องแข่งขันกับคนอื่นอีกยิ่งทำให้ความสมดุลของชีวิตถูกกระทบจนเสียศูนย์ ความสำเร็จของชีวิตไม่ได้วัดกันที่ใครมีเงินมากกว่ากัน หรือความสำเร็จก้าวหน้าในหน้าที่การงานเกินหน้าคนอื่น ในทางกลับกันก็ไม่ใช่รักครอบครัวจนทิ้งงาน ทุกสิ่งควรจะเดินไปพร้อมๆ กัน อย่างสมดุล ไม่ใช่ทุ่มกับบางอย่างจนสุดโต่งในขณะที่อีกด้านหนึ่งกำลังขมวดปมปัญหาแน่นขึ้นทุกวัน

พูดง่ายๆ คือต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะทำอะไรต้องมีแผนทั้งเรื่องงานและเรื่องครอบครัว จัดเป็นตารางเวลาซึ่งจะทำให้ชีวิตมีระบบมากขึ้น แล้วก็ไม่ใช่เอา 24 ชั่วโมงหาร 3 เพราะเป็นไปไม่ได้ ความสมดุลของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ไปกับสิ่งนั้น แต่อยู่ที่คุณภาพ สาระและคุณค่าที่เราได้ทำสิ่งนั้นๆ ต่างหาก ตัวเอย่างเช่น บางคนกลับบ้านค่ำเพราะมีงานมาก แต่ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวยังสนิทแนบแน่น นั่นเป็นเพราะเขามีวิธีใส่ใจ รู้จักใช้โอกาสและเวลาให้เป็นประโยชน์

จงให้คุณค่ากับสิ่งสำคัญในชีวิต
เป็นปกติของคนที่ยุ่งมากที่มักจะลืมให้ความสำคัญกับสิ่งมีค่าในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพตัวเอง หรือความรู้สึกของคนในครอบครัว กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว เข้าทำนองวัวหายล้อมคอก ลองใช้วิธีตั้งคำถามตัวเองว่า ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 1 ปี จากนี้คุณต้องการจะทำอะไร? แล้วพิจารณาคำตอบว่าสิ่งที่คุณกำลังปฏิบัติแตกต่างจากสิ่งที่คุณต้องการอย่างไร ถ้าตอบตัวเองว่าต้องการใช้เวลากับครอบครัวของคุณเป็นอันดับแรก แล้วคุณได้จัดเวลาเพื่ออยู่กับครอบครัวหรือยัง?

วางแนวทางชีวิตและอนาคต
เมื่อรู้ความต้องการแท้จริงของตัวเองแล้ว ก็มองหาแนวทางที่จะทำให้สิ่งนั้นบรรลุผล อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไร เช่น อยากไปเที่ยวด้วยกัน ก็รีบจองห้องพักเสียเลยอย่ารีรอ

จัดเวลาให้เหมาะสม
การทำตารางเวลาเท่ากับเป็นการวางแผนและจัดระบบตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ซึ่งจะทำให้คุณทราบถึงเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดของภาระกิจแต่ละอย่าง ต้องเคร่งครัดและมีสมาธิกับการทำงานที่รับผิดชอบจึงจะได้งานดีมีคุณภาพ สำเร็จตรงเวลา

ที่ทำงาน
- ใช้หลักการให้ความสำคัญและการจัดตารางเวลาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ ลองมองว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่หัวหน้างานต้องการ
- หากสิ่งที่ทำอยู่เป็นงานนอกเหนือจากงานที่รับผิดชอบ ควรบอกให้หัวหน้างานรับทราบว่ามีธุระ และจะกลับมาทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จในเวลาอื่นแทน
- ชี้แจงว่าตัวเองกำลังรับผิดชอบงานบางอย่างอยู่ ให้หัวหน้าบอกว่างานส่วนใดต้องการด่วนที่สุด
- บอกหัวหน้าถึงเวลาที่สะดวก และขอความเห็นว่า คิดอย่างไรกับเวลาดังกล่าว

ที่บ้าน
- บอกตารางงานและกิจกรรมต่อกันและกันภายในครอบครัวเพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง
- สังสรรค์กันในครอบครัวอย่าให้ขาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- ฝึกให้สมาชิกในครอบครัวดูแลและช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุดในทุกเรื่อง
- ว่าจ้างพี่เลี้ยง แม่บ้านสักคนจะทำให้คุณมีเวลาเหลือในแต่ละวันมากขึ้น

สิ่งที่คุณต้องปรับตัวเพื่อปฏิบัติการตามแผนใหม่ให้สำเร็จ ต้องความตั้งใจจริง บอกตัวเองว่า จะต้องทำให้ได้ ลืมคำว่า เอาไว้ก่อน ให้สนิท

ปัจจัยหลักในการสร้างความสมดุลให้ชีวิต

1. รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ย่อมนำมาซึ่งพลังงานในการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจนเฉียบคม
- สุขภาพกายดูแลได้ไม่ยาก ด้วยเรื่องอาหารการกิน พักผ่อนให้พอ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- สุขภาพใจยากกว่า จิตใจที่สมบูรณ์ทำให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า มีพลัง มองเหตุการณ์ร้ายเป็นเรื่องขบขัน เข้าถึงความสวยงามของสิ่งต่างๆ มองอุปสรรคเป็นประสบการณ์ชีวิต

2. ทำกิจกรรมที่มีความหมายต่อตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม อาชีพที่ทำอยู่ เป็นอาสาสมัคร หรือแม้แต่การทำงานบ้าน เมื่อทำมากเกินไป ก็จะเกิดความไม่สมดุล ลองใช้วิธีประเมินสิ่งที่คุณหวังจากการทำงานเพื่อจัดการกับเวลาของคุณและสร้างเป้าหมายในชีวิต แน่นอนเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่อให้มีปัจจัยในการซื้อหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และแสดงสถานภาพทางสังคม ลองถามตัวเองดูว่าคุณทำงานเพื่ออะไร? และได้อะไรจากการทำงานนี้? ถ้ารู้สึกจำเจ ลองเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงการทำงาน เช่น เข้าอบรมระยะสั้น หรืออาสาสมัครพัฒนาโครงการใหม่เพื่อความก้าวหน้าขององค์กร การทำเช่นนี้ทำให้มีคุณค่าทั้งต่อตนเอง องค์กร และครอบครัว

แบ่งเวลาระหว่าง งาน-ครอบครัว

ข้อคิดในการจัดการกับงาน
ทำงานที่ยาก เช่น แก้ปัญหาในเวลาที่คุณรู้สึกมีความพร้อมสูงสุดในแต่ละวัน
แบ่งงานใหญ่ให้เป็นชิ้นงานย่อย แล้วกำหนดเวลาเสร็จให้กับทุกชิ้นงาน
ศึกษาวิธีบริหารเวลาจากคู่มือ หรือจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จ

3. เสริมสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างคนในครอบครัว เพื่อน และผู้ร่วมงาน ความสัมพันธ์ของคนนั้นแต่ละฝ่ายมักจะต้องอดทนกับการแสดงออกของกันและกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ควรทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้คือระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่คุณประทับใจหรือสิ่งที่คุณชอบในตัวเขาหรือเธอ จะพบว่ายังมีสิ่งดีมากมายที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ ลองเปลี่ยนแปลงท่าทีที่เริ่มจะขัดเคืองนั้นเสียใหม่ โอนอ่อนให้กันมากขึ้น อาจนัดทานอาหารร่วมกัน เขียนข้อความสั้นๆ สื่อสารกันด้วยสำนวนที่ให้ความรู้สึกดีๆ เป็นต้น
ควรหาเวลาพูดคุย และเล่นกับลูกๆ เป็นประจำวันทุกวัน ใส่ใจถามไถ่ว่าวันนี้พวกเขาเจอะเจออะไรมาบ้าง เล่าเรื่องที่ตัวคุณเองประสบมาให้ลูกๆ ฟังแลกเปลี่ยนกัน สร้างความรู้สึกว่า เรามีกันและกันให้หยั่งรากลึกในหัวใจลูกๆ และทุกคนในครอบครัว
หาเวลาพบปะญาติ เพื่อนฝูง หรืออย่างน้อยก็โทรศัพท์พูดคุยทักทายกันเสมอๆ อย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้ง
หาเวลาสนุกสนานเสวนากับเพื่อนร่วมงาน เช่นรับประทานอาหารร่วมกัน หรือสังสรรค์วันศุกร์สุดสัปดาห์ เชื่อมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

4. ความสงบสุขทางจิตใจ แม้ว่าคุณมีเรื่องวุ่นวายใจต้องขบคิดกับปัญหารอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ เงินทอง ความสัมพันธ์กับคน ตลอดจนเรื่องของงาน ความสงบสุขทางจิตใจจะช่วยให้คุณมีสติ พร้อมฝ่าฟันอุปสรรคและความหนักใจให้ผ่านพ้นไปได้ ลองนึกถึงสิ่งที่คุณกังวลเข้าขั้นทำให้นอนไม่หลับว่ามันเป็นสิ่งที่คุณจัดการกับมันได้ด้วยตัวเองหรือไม่

ข้อคิดที่จะช่วยให้คุณจัดการกับความกังวล
ปรับปรุงระบบการเงินของคุณ เริ่มต้นจากการออมทรัพย์ ต่อจากนั้นพยายามลดหนี้ โดยเฉพาะควบคุมการรูดบัตรเครดิตของตัวเอง ลองใช้เครดิตการ์ดเพียงครึ่งเดียวจากยอดเงินที่เคยใช้ในครั้งก่อน ลดการเดินช้อปปิ้งลง นี่สำคัญมาก !
หาพี่เลี้ยง หรือแม่บ้านดูแลคนในครอบครัวทั้งเด็กและคนชรา ตลอดจนงานบ้าน
ระวังภัยใกล้ตัว ควรสอนเด็กในบ้านให้ระวังตัวจากคนแปลกหน้า ส่งลูกเรียนศิลปะป้องกันตัว ดูแลตรวจตราเรื่องน้ำไฟภายในบ้านทุกครั้งที่ไม่ใช้ ฯลฯ
ศาสนาก็จรรโลงจิตใจให้สุขสงบขึ้นได้ ความเชื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าในการมีชีวิต

ข้อคิดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะช่วยให้คุณสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นกับชีวิต และจะทำให้คุณพร้อมที่จะพัฒนาชีวิตของคุณไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ได้ไม่ยาก เพียงแต่เริ่มต้นลงมือทำเสียแต่วันนี้

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คุณพอใจกับงานที่ทำอยู่แค่ไหน ?!

เริ่มต้นด้วยถามตัวเองก่อนว่า คุณมีความต้องการอะไรจากงานที่ทำอยู่ คุณพอใจหน้าที่ประจำที่ทำอยู่นี้หรือเปล่า

คุณพอใจกับงานที่ทำอยู่แค่ไหน ?!

บางทีคุณอาจเป็นคนที่โชคดีในจำนวนคนกลุ่มน้อยที่รู้สึกพอใจในหน้าที่การงานที่ทำอยู่ เพราะทั้งตรงกับความสามารถ และรายได้ตอบแทนเป็นที่พึงพอใจ คุณจะเห็นด้วยไหมว่า ถ้าถามคนวัยทำงานดู มักจะได้คำตอบส่วนใหญ่คือไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง คือไม่พอใจกับลักษณะงานที่ทำ หรือไม่พอใจกับรายได้ที่ได้รับ ถ้าเป็นอย่างนี้ชีวีจะมีสุขได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเสียแล้ว
เริ่มต้นด้วยถามตัวเองก่อนว่า คุณมีความต้องการอะไรจากงานที่ทำอยู่ คุณพอใจหน้าที่ประจำที่ทำอยู่นี้หรือเปล่า แล้วหน้าที่ที่ทำประจำนี้ตรงตามความต้องการของคุณหรือเปล่า คุณลองถามตัวเองซ้ำๆ คุณอาจจะค้นพบระหว่าง ความจำเป็น และ ความพอใจ ซึ่งทั้งสองคำนี้มีความต่างกันมากและมีความสำคัญด้วยกันทั้งคู่ บางครั้งคุณมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อตอบสนองความจำเป็น ในขณะที่บางครั้งไม่ได้พอใจกับงานนั้นสักเท่าไร แล้วทำอย่างไรล่ะถ้าเป็นแบบนี้...วิธีคือ คุณจะต้องมองไปที่เป้าหมายระยะยาว แล้วถามตัวเองซ้ำอีกครั้งว่า คุณต้องการอะไรหรือปรารถนาให้ชีวิตเป็นอย่างไร ที่ไหนที่คุณจะได้มันมา และ คุณต้องทำอย่างไรถึงจะได้มาใน 5 ปี แล้วอีก 10 ปี จากนี้คุณจะเป็นอย่างไร
หากว่าคุณค้นพบคำตอบเหล่านี้ให้กับตัวเองได้ และหากคุณพบว่างานที่ทำอยู่ไม่น่าพอใจนัก หรือไม่สามารถช่วยให้คุณไปสู่เป้าหมายชีวิตที่วางไว้ได้ จะมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ บางครั้งการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำมานานๆ ก็ดูจะทำให้ประสาทเสียเหมือนกัน แต่ถ้าคุณค่อยๆ คิดและพิจารณาทางเลือกอย่างใจเย็นและรอบครอบมันก็น่าจะดีการเสียเวลาชีวิตอยู่กับสิ่งที่ไม่สามารถเติมฝันคุณให้เป็นจริงได้ ถ้าคุณพบแล้วว่าตัวเองต้องการอะไร มองให้ออกว่าต้องไปทางไหนจึงจะถึง ก็คงต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้วล่ะ...
ทางเลือกเพื่อปรับปรุงและพัฒนาไปสู่เป้าหมายชีวิตของคุณ
หาทางเปลี่ยนแปลงลักษณะงานที่ทำ โดยคุยกับหัวหน้าหรือผู้บริหารของคุณ เช่น ขอเปลี่ยนแผนก เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ หรือของานที่ท้าทายและตรงเป้าหมายกว่าเดิม
หางานใหม่ที่เหมาะสมกับตัวคุณและเป้าหมายมากกว่านี้
ถ้ายังค้นไม่พบว่าตัวเองต้องการอะไร ให้หยุด แล้วเริ่มตั้งต้นทบทวนและวางแนวทางใหม่ที่ชัดเจนขึ้นให้กับตัวเอง
ถ้าคิดว่างานที่ทำพอไปไหว จงทำงานต่อไปให้ดีที่สุด แล้วเร่งหาความรู้หรือทักษะใหม่เสริม เพื่อสร้างโอกาสในอนาคตให้สามารถเปลี่ยนงานใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ทำงานอื่นนอกเวลาจากงานประจำ ที่จะทำให้คุณบรรลุความฝันและเป้าหมายชีวิตได้สำเร็จ
เอาล่ะทีนี้สำหรับคนที่ยังค้นไม่พบตัวเอง และไม่เคยมีเป้าหมายให้ชีวิตมาก่อนคงถึงเวลาแล้วที่คุณจะทบทวนบทบาทที่เป็นอยู่ กับความฝันที่อยากจะเป็น แล้วคุณจะค่อยๆ มองเห็นเส้นทางไปชัดเจนมากขึ้นค่ะ จงรีบกำหนดเส้นทางให้ตัวเองอย่าปล่อยให้กระแสน้ำพัดชีวิตไปเรื่อยๆ เพราะมันอาจจะไม่ถึงฝั่งแต่วนเวียนอยู่กลางทะเลก็เป็นได้ ถึงวันหนึ่งหมดแรงตามวัยแล้วจะหันหัวเรือหาฝั่งไม่ทันนะคะ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คุมน้ำตาลเพื่อแผลผ่าตัด !

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสมอย่างเคร่งครัดในช่วงก่อนการผ่าตัด จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ไม่น้อย

คุมน้ำตาลเพื่อแผลผ่าตัด !

สำหรับคนเป็นเบาหวาน เมื่อมีเหตุให้ต้องทำการผ่าตัดด้วยเรื่องอะไรก็ตาม หลายคนคงเป็นกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับการติดเชื้อโดยเฉพาะที่แผลผ่าตัด

แต่จากการศึกษาวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ โดยทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา พบว่า

การศึกษาดังกล่าวนี้ทำในผู้ที่เป็นเบาหวานที่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดด้วยโรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ จำนวน 490 คน อายุเฉลี่ย 71 ปี คณะวิจัยทำการวัดระดับฮีโมโกลบินในเลือดช่วง 180 วันก่อนผ่าตัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการควบคุมระดับกลูโคสในเลือดระหว่างช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเกณฑ์การวัดก็คือคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดดี จะต้องมีระดับฮีโมโกลบิน (Hb A1c) ต่ำกว่า 7% ซึ่งเป็นเป้าหมายตามที่สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐฯ กำหนด

ผลออกมาว่า ผู้ร่วมการวิจัย 197 คน (40%) มีการควบคุมระดับน้ำตาลที่ดี และพบอีกว่าในกลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีนัก จะมีอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดที่สูงกว่ากลุ่มแรก อาทิเช่น เกิดภาวะปอดบวม (pneumonia) แผลติดเชื้อ ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือติดเชื้อในระบบหมุนเวียนเลือด ซึ่งล้วนแต่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด มีโรคประจำตัว มีแผลที่ดูแลได้ไม่สะอาด หรือต้องทำการผ่าตัดเป็นเวลานานหรือซ้ำหลายครั้ง

รายงานการวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยสำหรับศัลยแพทย์ The Archives of Surgery ฉบับเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ว่าน่าจะเป็นเพราะคนที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดช่วงก่อนผ่าตัดที่ดี มีแนวโน้มที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังผ่าตัดที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน ซึ่งช่วยให้สุขภาพโดยรวมและระบบการเผาผลาญอาหารของคนผู้นั้นเป็นไปด้วยดี จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังผ่าตัดได้มาก

อ่านถึงข้อดีของการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดตรงนี้แล้ว ใครที่เป็นเบาหวาน ถึงแม้ยังไม่มีเหตุให้ต้องผ่าตัดใดๆ อย่างในการทดลองเขาว่า ก็ควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้สุขภาพของคุณยังคงแข็งแรงไม่อ่อนข้อให้กับเบาหวานที่มารบกวนนะคะ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สารชุบชีวิตยืนยงในไวน์แดง !

สารเคมีหนึ่งในกลุ่มนั้นคือ resveratrol ที่พบในไวน์แดงโดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตในเขตหนาว เช่นในนิวยอร์ค

สารชุบชีวิตยืนยงในไวน์แดง !

เมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานในนิวยอร์คไทมส์ว่านักชีววิทยาได้ค้นพบกลุ่มของสารเคมีในไวน์แดงที่คาดว่าจะช่วยยืดอายุคนเราให้ยืนยาวยิ่งขึ้น สารเคมีหนึ่งในกลุ่มนั้นคือ resveratrol ที่พบในไวน์แดงโดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตในเขตหนาว เช่นในนิวยอร์ค การค้นพบนี้ทำให้อธิบายได้ว่าเหตุใดชาวฝรั่งเศสที่ชอบกินอาหารไขมันสูงซึ่งเสี่ยงต่อโรคหัวใจจึงมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนอื่น

สารเคมีนี้ออกฤทธิ์เลียนแบบอาหารแคลอรีต่ำที่ช่วยยืดวงจรชีวิตของหนูทดลอง นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าถ้าสารเคมีเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อคนเหมือนกับในหนู ก็จะช่วยทำให้อายุขัยของคนยาวขึ้น 30 % ซึ่ง Dr. Leonard Guarente หนึ่งในนักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology กล่าวว่าถ้าคนที่มีอายุ 50 ปีได้รับสารเคมีนี้ ก็อาจจะทำให้ชีวิตยืนยาวเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ปี โดย Dr.David Sinclair จาก Harvard Medical School ได้แถลงข่าวการค้นพบนี้ในงานประชุมทางวิทยาศาสตร์ที่ Arolla และได้มีการตีพิมพ์ในวารสาร Nature

การค้นพบใหม่นี้เป็นที่สนใจของนักชีววิทยาหลายคนที่กำลังศึกษาเรื่องการจำกัดแคลอรีที่มีผลต่อความแก่ ว่าช่วยเพิ่มอายุขัยของสัตว์ทดลอง โดยอาหารจำกัดแคลอรีน้อยกว่าปกติ 30% จะสามารถเพิ่มวงจรชีวิตของหนูทดลองได้ 30-50% ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะให้ผลต่อคนในแบบเดียวกับหนู

ถึงแม้ว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะรู้ถึงผลของ resveratrol ที่มีต่อคน แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยนี้ก็ได้เริ่มที่จะดื่มไวน์แดงกันแล้ว ซึ่งปริมาณ resveratrol ที่มีในไวน์แต่ละชนิดจะแตกต่างกัน resveratrol จะถูกสังเคราะห์โดยพืชที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารและมีการติดเชื้อรา สามารถพบได้ในเปลือกขององุ่นแดงและขาว แต่จะพบมากเป็น 10 เท่าในไวน์แดงเนื่องจากความแตกต่างของขบวนการผลิต นอกจากนี้ไวน์ที่ผลิตในบริเวณอากาศหนาวจะมี resveratrol มากกว่า อย่างไรก็ตาม resveratrol สลายตัวง่ายเมื่อสัมผัสอากาศ โดยอาจสลายตัวไปหมดภายใน 1 วันหลังจากที่เปิดขวดไวน์แล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงกำลังพัฒนาดัดแปลงสารเคมี resveratrol ให้มีความคงตัวมากขึ้น

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

เดิน 30 นาที หัวใจแข็งแรง

มีรายงานการศึกษาว่า หากเดินเร็วๆ ทุกวัน วันละ 30 นาที ทำให้หัวใจแข็งแรง โดยสถาบันคูปเปอร์ ที่เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาและรวบรวมคนทำงานออฟฟิศทั้งหญิงและชาย จำนวน 500 คน อายุระหว่าง 30-69 ปี

เดิน 30 นาที หัวใจแข็งแรง

โดยให้เดินเร็วๆ วันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ด้วยความเร็วปานกลางถึงมาก หรือให้เดินเร็วมาก 3-4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งผลของการออกกำลังกายเช่นนี้มีส่วนช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจในระยะยาวและยังช่วยลดโคเลสเตอรอลในระยะสั้นได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามการทดสอบนี้อยู่ในการติดตามผลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งกำหนดตารางออกกำลังกายให้แต่ละคนทำตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อทางสถาบันขอให้ออกกำลังกายด้วยตนเอง ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยควบคุม กลุ่มที่เคยออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วมากๆ เปลี่ยนมาออกแรงเต็มที่เพียง 60% จากโปรแกรมที่กำหนด ซึ่งระดับนี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้น

ดังนั้นใครอยากมีสุขภาพดีต้องพยายามกระตุ้นตนเองให้ออกกำลังกายหนักและบ่อยพอ ไม่เผลอถอดใจกลางคันเสียก่อน ให้ระลึกเสมอว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมมีแต่ได้ ไม่มีเสีย ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

Digg This

Reviews Camcorders.

 

INVariety Copyright © 2009 Cookiez is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template