แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพในช่องปาก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพในช่องปาก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?

การใช้ฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสม จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเสริมฟันให้แข็งแรง

เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้ อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม

เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน
เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม

ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด

มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride) ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?

การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร?

การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ

  • แบบรับประทาน
    พวกที่ผลิตมาสำหรับรับประทานนั้น มาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ผสมกับน้ำดื่ม ได้จากน้ำธรรมชาติ และในอาหารทะเล ผักต่างๆ
  • แบบสัมผัสโดยตรง
    พวกที่ใช้สัมผัสหรือใช้ทาเฉพาะที่ผิวฟันก็มีในรูปของวุ้นข้นๆ หรือเจล และที่เรามักเห็นคุ้นตาก็คือ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

การใช้ฟลูออไรด์สำหรับป้องกันฟันผุให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นต้องใช้ทั้งกินและทาที่ผิวฟันโดยตรง และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือในแต่ละอายุให้ปริมาณไม่เท่ากัน และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองควรที่จะรับรู้วิธีการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้องและเหมาะสมจากทันตแพทย์

ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ

  • ฟลูออไรด์ในน้ำประปา ความคิดที่จะใช้ระบบป้องกันฟันผุในชุมชนใหญ่ๆ ให้ได้ผลมีประสิทธิภาพ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้นได้มีการศึกษาและทดลองกันอย่างแพร่หลาย และมาสรุปตรงว่าถ้าเราใช้ฟลูออไรด์เติมในน้ำประปาให้มีปริมาณ 1 ส่วน ในล้านส่วนแล้วจะช่วยลดฟันผุได้ถึง 50-60 % ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเห็นได้จากความสำเร็จในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์
    สำหรับประเทศไทยเราได้ศึกษาการใช้ฟลูออไรด์ในน้ำประปามาเป็นระยะเวลาพอสมควร และน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นโครงการระดับชาติ ที่จะช่วยลดอัตราฟันผุ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างยิ่ง
  • ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดและน้ำ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์ สำหรับชนิดน้ำใช้หยดให้เด็กทารกรับประทานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งฟันขึ้น พอรู้จักเคี้ยวอาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นชนิดเม็ดในเด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป หากรับประทานตั้งแต่เกิดจนอายุ 14 ปี จะทำให้ฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพสูงสุดไปเสริมให้ฟันเข็งแรงสมบูรณ์
  • น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ ช่วยลดฟันผุได้ 20-25 %
  • ยาสีฟันฟลูออไรด์ ช่วยลดฟันผุได้ 20 %
  • ฟลูออไรด์เจล ที่ใช้ในคลีนิกทันตกรรม เป็นฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการเคลือบหรือทาที่ฟันโดยตรงโดยทันตแพทย์ ทำทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดฟันผุได้ 20-30 %

สำหรับผู้สูงอายุฟลูออไรด์ก็มีบทบาทในการป้องกันรากฟันผุในกรณีที่มีเหงือกร่น คนที่ได้รับฟลูออไรด์ปริมาณที่เหมาะสมจะมีการผุของรากฟันต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์ และในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องได้รับการฉายแสงจากการรักษามะเร็งในช่องปาก การใช้ ฟลูออไรด์ เข้มข้นเคลือบฟันให้เนื้อฟันแข็งแรงขึ้น และก็ช่วยลดอัตราการผุของฟันได้อย่างดี

ในกรณีที่มีการเสียวฟันจากคอฟันสึก การใช้ฟลูออไรด์เข้มข้นก็จะช่วยลดอาการเสียวฟันได้เช่นกัน

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นักวิจัยทางทันตแพทย์ค้นคว้าจนสามารถนำฟลูออไรด์มาช่วยป้องกันฟันผุจนให้ผลที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้สุขภาพช่องปากสมบูรณ์ขึ้น คือ การสร้างอุปนิสัยในการดูแลฟัน และเหงือกโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี การใช้เส้นใยไนล่อนขัดฟัน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง ตลอดจนพบทันตแพทย์ตรวรจฟันทุกครึ่งปี ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เชื่อว่าคุณคงจะมีสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

กัดฟัน…..ศัตรูตัวร้ายของการนอน

เสียงจากการนอนกัดฟันเป็นศัตรูตัวร้ายของการนอน คนกัดฟันมักไม่รู้ตัวเองแต่คนที่รู้คือคนข้างๆ ไม่ข้างตัวก็ข้างห้อง ที่ต้องทรมานกับการนอนไม่หลับเพราะเสียงกัดฟันของคนอื่น

ทพญ. ภาณุเพ็ญ สิทธิสมวงศ์

"ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็มันหลับไปแล้วนี่ครับ" จริงอย่างเขาว่า บางคนรู้ตัวว่านอนกัดฟันจึงพยายามหาทางแก้ไข ไปซื้อฟันยางสำหรับนักมวยมาใส่ก็แล้ว แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการกัดฟันได้ ดีอยู่หน่อยที่เสียงเบาลง พอใช้ไปได้ไม่นานฟันยางทะลุ ก็เลยเลิกใช้ไป

กัดฟัน…..ศัตรูตัวร้ายของการนอน

บางคนนอนกัดฟันจนฟันแตกร้าวถึงประสาทและรากฟัน สุดท้ายต้องถอนฟันทิ้งในที่สุด ผลของการนอนกัดฟันไม่เพียงรบกวนผู้อื่น หรือทำให้ฟันแตกร้าวเท่านั้น แต่เจ้าตัวที่นอนกัดฟันยังต้องทรมานกับอาการข้างเคียงอื่นๆ ด้วย เช่น เสียวฟัน ฟันสึกร้าว แตกบิ่น วัสดุที่อุดไว้หลุดบ่อยๆ หรือแตก ทั้งหมดเป็นสาเหตุของฟันผุหากไม่รักษาความสะอาดของฟันให้ดีพอ บางรายที่รุนแรงและเป็นมานานอาจเห็นกล้ามเนื้อข้างแก้มโตขึ้น บางรายมีอาการปวดเมื่อยบริเวณข้างแก้ม ขมับ หน้าหู หรือปวดศีรษะเลยก็มี

แล้วการนอนกัดฟันเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีการรักษาอย่างไรได้บ้าง

การศึกษาสาเหตุของการนอนกัดฟันจะมีมานานแต่ก็ไม่มีข้อสรุป นักวิจัยหลายกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า การนอนกัดฟันมีความสัมพันธ์กับการซ้อนเก สูงต่ำของฟัน อาจเป็นไปได้ว่าขณะนอนหลับการทำงานนอกอำนาจจิตสั่งให้ร่างกายพยายามบดถูให้ฟันซี่ที่สูงกว่าเตี้ยลงเสมอกับฟันซี่อื่นๆ แต่บางกลุ่มเชื่อว่าความเครียดมีอิทธิพลโดยตรงกับการนอนกัดฟัน วันไหนที่มีเรื่องวิตกกังวลมีความเครียดสะสม ร่างกายพยายามระบายความเครียดด้วยการนอนกัดฟัน บางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่าการนอนกัดฟันมักจะเกิดในช่วงที่นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับลึกไม่พอ ฝันบ่อยๆ ไม่มีใครทราบว่า ทฤษฎีใดถูกต้องและน่าเชื่อถือที่สุด การรักษาจึงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิจัยบางกลุ่มเสนอให้ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ กระทั่งยาแก้อาการซึมเศร้า เพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย นอนหลับได้สนิท แต่การใช้ยาทุกประเภทย่อมมีข้อจำกัดและผลข้างเคียง

ในช่วงหนึ่งที่ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียงตัวผิดปกติของฟันทำให้เกิดการนอนกัดฟันเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย หมอฟันแก้ไขการสบฟันโดยกรอปรับฟันที่เป็นจุดค้ำ หรือสบสะดุดเพื่อให้ฟันสบได้ดีขึ้น และด้วยความหวังว่าจะหยุดการนอนกัดฟันได้ แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในคนไข้หลายรายยังคงนอนกัดฟันอยู่ การกรอฟันจึงไม่ใช่การแก้ไขอาการที่พึงปรารถนานักในปัจจุบัน เพราะนอกจากต้องสูญเสียเนื้อฟันแล้วยังไม่สามารถกำจัดอาการนอนกัดฟันได้

เคยมีจิตแพทย์ท่านหนึ่งถามทันตแพทย์ว่า ไม่มีวิธีจัดการกับการนอนกัดฟันจริงหรือ โดยเฉพาะในคนไข้ที่ไม่มีความเครียดใดๆ ทำไมยังนอนกัดฟันอยู่ กรณีนี้ทันตแพทย์เชื่อว่าการนอนกัดน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น ฟันไม่สบกันพอดี การนอนหลับไม่สนิท กระทั่งจิตใต้สำนึก และสาเหตุที่ยากแก่การสันนิษฐาน การแก้ไขเพียงสาเหตุเดียวจึงไม่ทำให้หายจากอาการได้

ทางออกที่ดีที่สุดที่พอจะทำได้ คือ การป้องกัน แต่ไม่ได้ป้องกันนอนกัดฟัน แต่เป็นเพียงการป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับฟันและระบบบดเคี้ยว หรือผลพวงของการกัดฟันต่างหาก โดยทำเฝือกสบฟันที่เป็นพลาสติกใส่ขณะนอนหลับ การวิจัยรายงานว่าสามารถหยุดการนอนกัดฟันได้ถึงร้อยละ 20 แต่อย่างน้อยก็ทำให้เสียงกัดฟันเบาลง ฟันไม่แตกหัก ประคองสภาพฟันให้ถูกทำลายช้าลง ไม่เมื่อยหน้า หรือปวดศีรษะหลังตื่นนอน เพียงเท่านี้ก็นับว่าประสบผลแล้ว แต่หลายคนก็ทนใส่เฝือกไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะจะรู้สึกเหมือนอมอะไรนอน และมีน้ำลายไหลมาก ซึ่งก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าอย่างไหนคุ้มกว่ากัน แรกๆ อาจไม่ชินแต่ถ้าทำความคุ้นเคยกับเฝือกสบฟันทุกวันก็น่าจะดีขึ้นได้

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องของกลิ่นปาก

กลิ่นปากคือลมหายใจที่ผ่านช่องปากมีกลิ่นเหม็นเป็นครั้งคราวหรือมีกลิ่นตลอดเวลาก็ได้ คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่ามีกลิ่นปาก อาจทดสอบด้วยตัวเองด้วยการใช้มือบังบริเวณปากและจมูก แล้วหายใจออกทางปาก ตามด้วยหายใจเข้าทางจมูกก็จะได้กลิ่นปาก
article : พญ.สมศรี ประยูรวิวัฒน์ อายุรแพทย์ แปลและเรียบเรียง
เรื่องของกลิ่นปาก
สาเหตุ

  • อนามัยช่องปากไม่ดี มีเศษอาหารค้างในช่องปากเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากฟันผุ เหงือกอักเสบ การแปรงฟันไม่สะอาด ไม่ได้ใช้ไหมขัดฟันหลังกินอาหาร จึงมีเศษอาหารค้างอยู่ในช่องปาก ซอกฟัน นอกจากนี้ยังเกิดจากคราบแบคทีเรียที่เกาะตามฟัน เหงือก ลิ้น ซอกฟันเก ฟันปลอมและอุปกรณ์ทางทันตกรรม เมื่อเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นได้ เลือดออกตามไรฟันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปาก
  • บุหรี่ คราบสารนิโคติน และทาร์ (tar) ในบุหรี่ที่เคลือบตามฟันและติดแน่นอยู่กับเหงือก ช่องปากและปอด ทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น
  • สุขภาพทั่วไป กลิ่นปากอาจเกิดจากโรคต่างๆ เช่น ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ แผลในช่องปาก ไซนัสอักเสบ ไข้หวัด โรคของกระเพาะอาหาร ยาบางชนิด
  • อาหาร โดยเฉพาะเครื่องเทศ กระเทียม หอม สุรา ซึ่งจะมีกลิ่นติดปากประมาณ 1-2 วัน นมและเนยก็มีส่วนให้เกิดกลิ่นปากได้
  • ปากแห้งอันมีสาเหตุมาจากน้ำลายน้อย เช่น ผู้มีอาชีพใช้เสียง หรือผู้ป่วยภูมิแพ้ที่นอนอ้าปากหายใจทางปากขณะหลับ การเคี้ยวอาหารช่วยให้น้ำลายออกมากขึ้น
  • อายุ แม้ว่าจะดูแลอนามัยช่องปากเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม อายุที่สูงขึ้นมีส่วนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำลาย ผลิตน้ำลายน้อยลง
การดูแลตนเอง กลิ่นปากสามารถหายได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยช่องปากให้ดี หากยังไม่ดีขึ้นควรพบทันตแพทย์
  • ทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหากลิ่นปากคือ การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อและใช้ไหมขัดฟันทุกวัน อีกทั้งพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน
  • หากมีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันหรือหลังใช้ไหมขัดฟันเป็นเวลาเกิน 3 สัปดาห์ อาจเกิดจากเหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์
  • ควรแปรงลิ้นให้ถึงโคนลิ้นด้วยแปรงที่อ่อนนุ่มทุกวัน เพราะลิ้นเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียเช่นกัน พบว่าผู้ที่แปรงลิ้นมีกลิ่นปากน้อยกว่าผู้ที่แปรงฟันโดยไม่แปรงลิ้น
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ควรหยุดสูบบุหรี่ทันที กลิ่นปากจะหมดไปหลังหยุดสูบบุหรี่ 2 สัปดาห์
  • ดื่มน้ำปริมาณมากเพื่อป้องกันปากแห้ง
  • กินผักสดและผลไม้ที่มีกากใยอาหาร เป็นการช่วยทำความสะอาดฟัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น หอม กระเทียม เครื่องเทศ
  • น้ำยาบ้วนปาก ยาอม และสเปรย์ดับกลิ่นปาก ช่วยบดบังหรือระงับกลิ่นปากได้ชั่วคราว ไม่ควรอมยาอมที่มีรสหวานเพราะเป็นเหตุให้แบคทีเรียเติบโตดี ส่งผลให้ฟันผุและเกิดกลิ่นปากมากขึ้น
  • ทำความสะอาดฟันปลอมทุกคืนตามคำแนะนำของทันตแพทย์
  • ไม่ควรงดอาหารบางมื้อเพราะการเคี้ยวช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำลาย
การรักษา

  • ตรวจสุขภาพช่องปากเพื่อหาสาเหตุ และรักษาตามสาเหตุ
  • ส่งไปพบแพทย์ หากสาเหตุของกลิ่นปากไม่ได้เกิดจากปัญหาในช่องปาก
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

การดูแลช่องปากระหว่างจัดฟัน

ในคนที่ได้รับการจัดฟันเพื่อให้ฟันเป็นระเบียบและเข้าที่เรียบร้อยดูดีขึ้น แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ หลังจากติดวัสดุไว้ที่ฟันก็คือการดูแลทำความสะอาดเป็นพิเศษ คือ เครื่องมือจัดฟันหลุด และถ้าการรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดีพอ ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ฟันผุและโรคเหงือกอักเสบตามมาได้

ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ในคนที่ได้รับการจัดฟันเพื่อให้ฟันเป็นระเบียบและเข้าที่เรียบร้อยดูดีขึ้น แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ หลังจากติดวัสดุไว้ที่ฟันก็คือการดูแลทำความสะอาดเป็นพิเศษ คือ เครื่องมือจัดฟันหลุด (อุปกรณ์ที่ติดไว้กับฟันในการจัดฟัน) และถ้าการรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดีพอ ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ฟันผุและโรคเหงือกอักเสบตามมาได้

ทันตแพทย์จัดฟันจึงต้องย้ำเน้นในเรื่องการดูแลฟันในคนที่จัดฟันเป็นพิเศษ เพราะคง
ไม่ดีแน่ถ้าเมื่อถอดเครื่องมือจัดฟันแล้วฟันสวยเป็นระเบียบดี แต่มีรอยผุ สีขุ่นเหลืองเพราะดูแลไม่ดีพอ

การดูแลช่องปากระหว่างจัดฟัน

ปฏิบัติง่ายๆ ด้วย ข้อควร และ ไม่ควรทำ ดังนี้

  • การรับประทานผัก ผลไม้ ควรแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ พอคำ ควรใช้ฟันกรามหลังและควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน
  • อย่าใช้ฟันกัด ปากกา ดินสอเล่น แทะเล็บ เพราะอาจทำให้เหล็กยึดฟันหลุดได้เช่นกัน

การทำความสะอาดฟันและเครื่องมือจัดฟัน

หลังติดเครื่องจัดไว้ที่ฟันแล้ว อาจรู้สึกเกะกะเต็มปากไปหมด แน่นอนเศษอาหารติดง่าย ทำความสะอาดยากขึ้น คราบอาหารตกค้างที่ตัวฟันและขอบเหงือกมีมากขึ้น ดังนั้นคุณต้องขยันทำความสะอาดและพิถีพิถันมากกว่าปกติหลายเท่า ถึงขนาดที่ว่าควรนำแปรงสีฟัน ไหมขัดฟัน น้ำยาบ้วนปากติดตัวไปด้วยตลอดเวลา

  • แปรงฟันทุกครั้งหลังทานอาหาร และก่อนนอน ปกติคนเราแปรงฟันเช้า-เย็น แต่คนจัดฟันควรแปรงหลังอาหารทุกครั้ง
  • การใช้ไหมขัดก็ต้องทำหลังอาหารทุกครั้งด้วยเช่นกัน
  • ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากมีฟลูออไรด์อย่างน้อยวันละครั้งเพื่อลดอัตราการเกิดฟันผุ
  • ที่สำคัญต้องพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนทุก 6 เดือน

วิธีทำความสะอาดฟันและเครื่องมือจัดฟัน

  • วางแปรง 45◦ จากขอบเหงือกกดเบาๆ ใช้การขยับแปรงเป็นรูปวงกลม แปรงแต่ละซี่ 10 วินาที ฟันบนฟัดลง ฟันล่างปัดขึ้น
  • แปรงด้านในของฟันด้วย
  • อย่าลืมแปรงด้านบดเคี้ยว และแปรงลึกให้ถึงหลังฟันด้วย
  • ตรงบริเวณเครื่องมือจัดฟัน(ปุ่มติดลวด) ให้ใช้แปรงปัดส่วนขอบบนและขอบล่าง เบาๆ อย่าให้หลุดหรือลวดดีดออก

อุปกรณ์เสริมในการทำความสะอาดฟัน

  • แปรงจัดฟัน ปลายขนแปรงจะมีรูปเป็นตัวv ทำความสะอาดคราบอาหารที่ติดตามปุ่มติดลวดได้ง่ายขึ้น
  • แปรงสีฟันไฟฟ้า ทำความสะอาดฟันได้ดี และทุ่นแรงแต่ต้องระมัดระวัง
  • แปรงซองฟัน จะมีขนแปรงหัวเล็กๆ ใช้สำหรับแปรงแปรงใต้ลวดบริเวณปุ่มติดลวด
  • แปรงน้ำ เป็นเครื่องอัดความดันน้ำฉีดรอบๆ ฟันใต้ลวด

การจัดฟันใช้เวลาเป็นปี ต้องใช้ความอดทนในการดูแลรักษาความสะอาดอย่างจริงจังและเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ หลังจากครบกำหนดแล้วนอกจากจะได้ฟันเรียงสวย แล้วสุขภาพฟันก็จะดีเช่นเดียวกันหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งๆ เหนียว กรอบๆ เช่นเคี้ยวก้อนน้ำแข็ง ปลาหมึก ถั่ว หมากฝรั่ง เพราะอาจจะทำให้เครื่องมือหลุดได้ ถ้าเครื่องมือหลุดบ่อยๆ ก็ต้องกลับไปให้หมอฟันติดให้ใหม่ เสียเวลาและค่าใช้จ่าย

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

สกัดกั้นโรคฟันด้วยการขูดหินปูน

เวลาเราคิดถึงหมอฟันส่วนใหญ่จะกลัวการทำฟัน จะไปพบก็ต่อเมื่อมีอาการจริงๆ เช่น ปวดฟันมากๆ คือถ้าไม่มีอาการชี้ชัดก็จะเข้าใจว่าฟันดีไม่เป็นอะไร ที่จริงแล้วการดูแลสุขภาพฟันให้ได้ดีนั้น ต้องใช้หลักในการป้องกันดีกว่าแก้ไข
ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
เพราะจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพฟันดี แล้วยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อย่างมากค่าทำฟันปัจจุบันนี้ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบค่ารักษาอย่างอื่น และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทันตแพทย์ทั่วไปมักแนะนำอยู่เสมอ คือการตรวจเช็คฟันทุก 6 เดือน อันนี้ต้องย้ำกันบ่อยๆ ครับ. ..ตรวจทำไมถ้าไม่มีอาการบางท่านอาจสงสัย จริงๆ แล้วโรคบางโรคเริ่มต้นจากการไม่มีอาการให้เห็นเด่นชัด เช่น โรคเหงือกอักเสบ แต่จะมีอาการขัดจนเรารู้สึกผิดปกติก็การขยายตัวของโรคเป็นไปมากแล้ว และการรักษาก็สลับซับซ้อนมากขึ้น การตรวจฟันทุก 6 เดือนช่วยให้เราพบว่ามีฟันผุหรือไม่ ถ้าพบฟันผุก็จะเห็นตั้งแต่รูเล็กๆ แผลไม่โตอุดง่าย ค่าใช้จ่ายน้อย
สกัดกั้นโรคฟันด้วยการขูดหินปูน
หรือการตรวจฟันทุก 6 เดือนก็พอดีช่วงเวลาของการทำความสะอาดฟัน ขูดฟินปูน ทุก 6 เดือน ช่วยลดการจับของคราบหินปูนกับตัวฟัน หากเราปล่อยให้หินปูนเกาะฟันแน่นขึ้นเรื่อยๆ หินปูนจะลงไปเกาะที่รากฟัน ลึกลงไปเรื่อยๆ แบคทีเรียก็ตามไปทำลายกระดูกรอบๆ รากฟัน ฟันโยก เสียวฟัน เกิดช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก เป็นคล้ายๆ กระเป๋ากักเก็บเศษอาหารแปรงยากมาก ถ้ามาถึงระดับนี้แล้ว การรักษาก็ยากขึ้นด้วย ตอนนี้ขูดหินปูนธรรมดาก็เอาไม่อยู่แล้ว อาจต้องมีการทำผ่าตัดร่วมด้วย แต่อีกนั่นแหละอาการเหล่านี้มันค่อยเป็นค่อยไปจนเราไม่รู้สึกอะไรเลย

ดังนั้นการขูดหินปูนทุกๆ 6 เดือนจะช่วยลดประมาณการจับของหินปูน ช่วยลดการลุกลามของโรคเหงือก ช่วยลดคราบอาหาร คราบกาแฟสีดำๆ ที่ติดตามตัวฟันทำให้ฟันสะอาดขึ้นโดยปริยาย แต่เรื่องสีของฟันก็ยังคงเป็นสีฟันเดิม โดยข้อเท็จจริงสีของฟันคนเราจะมีหลายสีหลายโทน เช่น ขาวเหลือง ขาวเทา ขาวน้ำตาล ขาวชมพู การขูดหินปูนทำให้ฟันสะอาดขึ้นแต่ไม่ได้ไปเปลี่ยนสีฟันธรรมชาติ อย่าเข้าใจผิดว่าขูดหินปูนแล้วฟันจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขึ้นโดยอัตโนมัติ ถ้าเราต้องการเปลี่ยนสีฟันให้ขาวขึ้น จะต้องใช้วิธีการฟอกสีฟัน ซึ่งทันตแพทย์จะมีน้ำยาพิเศษฟอกสีฟันให้ขาวขึ้น

ลองนึกดูสิครับว่าครั้งสุดท้ายคุณไปพบทันตแพทย์เมื่อไร 6 เดือนที่แล้ว หรือนานมากจนจำไม่ได้ สุขภาพฟันสำคัญไม่ด้อยกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกายนะครับ อย่าละเลย
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

บุหรี่กับสุขภาพช่องปาก

ผลของการสูบบุหรี่อันตรายมีผลต่อสุขภาพมากมาย ควันบุหรี่ไม่ว่าผ่านไปที่ไหนที่นั้นมีผลกระทบหมด ด่านแรกคือ ในช่องปาก จะมีฟัน เหงือก ผนังแก้ม และเยื่อบุต่างๆ คนที่สูบบุหรี่จัดหรือสูบเป็นประจำอวัยวะเหล่านี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี
Article : พ.ต.ต.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
แม้ว่า...จะมีการรณรงค์ในการงดสูบบุหรี่หลายๆ รูปแบบ เช่น กำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ มีคำเตือนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่พร้อมรูปของผลเสียและโรคที่เกิดจากสูบบุหรี่อยู่ข้างซองอย่างชัดเจน แต่บุหรี่ก็ยังขายดี และดูเหมือนว่าผู้สูบจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งในช่องปากและโรคเหงือก
บุหรี่กับสุขภาพช่องปาก
  • บุหรี่จะทำให้เหงือกเปลี่ยนเป็นสีคล้ำดำขึ้น บุหรี่ทำให้เนื้อเยื่อเหงือกไม่แข็งแรงโดยเฉพาะความสามารถการยึดเกาะคอฟันและกระดูกจะลดลง นำมาซึ่งอาการเหงือกร่น รากฟันจะถูกเปิดออกมา คนที่สูบบุหรี่จึงมักจะมีอาการเสียวฟันมากเมื่อฟันสัมผัสกับอาหารร้อนๆ หรือน้ำเย็นๆ จนหมดความสุขในการกินเลยทีเดียว
  • การที่รากฟันโผล่ ไม่ใช่แต่จะทำให้เสียวฟันเท่านั้น แต่มันยังทำให้รากฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งยากต่อการซ่อมแซมแก้ไข เหมือนฟันผุที่ตัวฟันโดยทั่วไป
  • การสูบบุหรี่จะบั่นทอนและทำให้แผลหายช้าลง หากมีการถอนฟันหรือผ่าตัดในช่องปาก โดยเฉพาะผู้ที่จะทำการผ่าตัดใส่รากฟันเทียม คนที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงที่รากฟันเทียมจะหลุดได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ อีกอย่างที่คนสูบบุหรี่มักไม่ค่อยทราบคือ การสูบบุหรี่ทำให้มีกลิ่นปาก และก่อให้เกิดการเกาะของหินปูนง่ายขึ้น มีคราบสีดำติดที่ฟันและลิ้น
คนที่สูบบุหรี่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก มีอาการหลายอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วควรให้ความสำคัญอย่านิ่งนอนใจ และต้องรีบพบแพทย์
  • เป็นแผลในช่องปากนานๆ ปวดแสบปวดร้อนไม่หายสักที
  • บริเวณในช่องปากมีอาการปวด ตึงๆ มีอาการชาเป็นเวลานานๆ
  • มีแผลที่มีลักษณะเหี่ยวๆ ย่นๆ จากเนื้อเหงือก หรือเนื้อแก้มข้างๆ เช่น มีสีเทาแดงสด หรือมีขาวๆ เป็นปื้นๆ
  • อาการกลืนลำบาก เคี้ยวอาหารติดขัด พูดขยับขากรรไกร และลิ้นได้ยากขึ้น
  • ฟันเคลื่อนเปลี่ยนตำแหน่ง หรือบางทีมีความรู้สึกคล้ายฟันถูกเบียด
อาการเหล่านี้เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบตรวจรักษาทันที อย่ารอช้าเพราะมะเร็งในช่องปากในระยะเริ่มต้นยังมีความหวังในการรักษาให้หายได้

อย่างไรก็ตามเราทราบถึงพิษร้ายของบุหรี่แล้ว ไปที่ทางเลือกอื่นเลย คืออย่าเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเลิกได้เป็นดีที่สุด ดูแลอนามัยในช่องปากให้สะอาดปลอดมลพิษ อมน้ำยาบ้วนปากหลังแปรงฟันทุกครั้ง และตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำครับ
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

วีธีรักษาอาการปากแห้ง

สาเหตุให้ปากแห้งที่พบบ่อยคือ การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก คัดจมูก ยาแก้ปวด ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันดลหิต ยาลดอาการซึมเศร้า โดยข้อเท็จจริงแล้วมียามากกว่า 400 รายการที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง

Article : พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ในช่องปากเรามีน้ำลายหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ต่อมน้ำลายทำหน้าที่ผลิตน้ำลายออกมาเพื่อย่อยอาหาร คลุกเคล้าและหล่อลื่นให้อาหารกลืนได้ง่าย นอกจากนี้น้ำลายยังทำให้เยื่อบุในช่องปากชุ่มชื่นตลอดเวลา หากมีสภาพผิดปกติทำให้น้ำลายไหลน้อยลง เราจะรู้สึกอาการปากแห้ง มีภาวะผิดปกติไปจากที่เป็นทำให้รู้สึกหงุดหงิด และมีผลข้างเคียงหลายๆ อย่าง

วีธีรักษาอาการปากแห้ง

การปล่อยทิ้งให้มีอาการปากแห้งนานๆ อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราในช่องปากได้ง่ายขึ้น

  • ฟันผุและโรคเหงือกอักเสบในช่องปาก
  • รู้สึกแสบๆ ร้อนๆ ในช่องปาก
  • มีกลิ่นปาก หรือทำให้กลืนลำบาก ฝืดคอ
  • หากมีฟันปลอมแบบถอดได้ การที่ปากแห้งมีผลให้การใส่ฟันปลอมหลวมและใส่ไม่ค่อยสบาย

อะไรเป็นสาเหตุให้ปากแห้ง

  • ที่พบบ่อยคือ การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ antihistamine ยาลดน้ำมูก คัดจมูก(De Congestant) ยาแก้ปวด ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันดลหิต ยาลดอาการซึมเศร้า โดยข้อเท็จจริงแล้วมียามากกว่า 400 รายการที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง การใช้ยาจึงควรศึกษาใบกำกับยา หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ปากแห้งอาจเกิดจากการฉายแสงในการรักษามะเร็งที่ศีรษะ ในช่องปาก ใบหน้า ลำคอ ต่อมน้ำลาย เพราะผลจากรังสีทำให้การไหลของน้ำลายลดน้อยลงอย่างเด่นชัด
  • คนที่เป็นโรคเบาหวาน
  • การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน

สาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้การไหลเวียนของน้ำลายน้อยลง

จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้อย่างไร

  • เคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาล
  • จิบน้ำบ่อยๆ
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีแอลกอฮอล์
  • งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมทั้งหลาย

คนที่มีอาการปากแห้งบ่อยๆ ควรพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปาก ฟัน เหงือก และควรมีข้อมูลการใช้ยา และโรคประจำตัวที่เป็น เพราะจะช่วยให้การวิเคราะห์หาสาเหตุแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น

การดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากสำหรับคนที่ปากแห้งน้ำลายไหลน้อยคงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากธรรมดา เพราะการไหลของน้ำลายช่วยให้อาหารถูกคลุกเคล้าและกลืนได้ง่าย น้ำลายจะช่วยผลักอาหารให้ไหลลื่น มากกว่าที่จะเกาะติดกับตัวฟันและเหงือก ในรายที่ปากแห้งมากๆ การเกาะติดของอาหารที่ฟันและเหงือกก็เพิ่มมากขึ้น และการกลืนจะทำได้ลำบากมากขึ้น การเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบก็ทวีขึ้นเช่นกัน

เราจะดูและฟันและเหงือกอย่างไร

  • แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอหลังอาหารทุกครั้ง
  • อย่าลืมใช้ Dental floss ทุกครั้งที่แปรงฟัน ขจัดคราบอาหารที่ติดตามซอกฟัน
  • ใช้แปรงซอกฟัน
  • ทันตแพทย์อาจเคลือบฟลูออไรด์เพิ่ม
  • อมน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์แต่ไม่มีแอลกอฮอล์

อย่าลืมว่า การที่มีริมฝีปากแห้งนอกจากจะสร้างความหงุดหงิดแล้วยังมีผลต่อสุขภาพฟันและเหงือกอย่างมาก หากเรารู้สภาพ เพิ่มความเข้มงวดในการทำความสะอาดฟันมากขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้สุขภาพฟันดีและอยู่ให้ยาวนานได้ไม่ยุ่งยากเลยถ้าเราเพิ่มน้ำเข้าสู่ร่างกาย ก็อาจช่วยลดอาการปากแห้งได้ ทันตแพทย์หรือแพทย์อาจใช้น้ำลายเทียม เพื่อให้เยื่อบุในช่องปากชุ่มชื่นอยู่เสมอ หรือ อาจใช้...

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

กัดฟัน…..ศัตรูตัวร้ายของการนอน

เสียงจากการนอนกัดฟันเป็นศัตรูตัวร้ายของการนอน คนกัดฟันมักไม่รู้ตัวเองแต่คนที่รู้คือคนข้างๆ ไม่ข้างตัวก็ข้างห้อง ที่ต้องทรมานกับการนอนไม่หลับเพราะเสียงกัดฟันของคนอื่น
ทพญ. ภาณุเพ็ญ สิทธิสมวงศ์

"ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็มันหลับไปแล้วนี่ครับ" จริงอย่างเขาว่า บางคนรู้ตัวว่านอนกัดฟันจึงพยายามหาทางแก้ไข ไปซื้อฟันยางสำหรับนักมวยมาใส่ก็แล้ว แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการกัดฟันได้ ดีอยู่หน่อยที่เสียงเบาลง พอใช้ไปได้ไม่นานฟันยางทะลุ ก็เลยเลิกใช้ไป
กัดฟัน…..ศัตรูตัวร้ายของการนอน

บางคนนอนกัดฟันจนฟันแตกร้าวถึงประสาทและรากฟัน สุดท้ายต้องถอนฟันทิ้งในที่สุด ผลของการนอนกัดฟันไม่เพียงรบกวนผู้อื่น หรือทำให้ฟันแตกร้าวเท่านั้น แต่เจ้าตัวที่นอนกัดฟันยังต้องทรมานกับอาการข้างเคียงอื่นๆ ด้วย เช่น เสียวฟัน ฟันสึกร้าว แตกบิ่น วัสดุที่อุดไว้หลุดบ่อยๆ หรือแตก ทั้งหมดเป็นสาเหตุของฟันผุหากไม่รักษาความสะอาดของฟันให้ดีพอ บางรายที่รุนแรงและเป็นมานานอาจเห็นกล้ามเนื้อข้างแก้มโตขึ้น บางรายมีอาการปวดเมื่อยบริเวณข้างแก้ม ขมับ หน้าหู หรือปวดศีรษะเลยก็มี

แล้วการนอนกัดฟันเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีการรักษาอย่างไรได้บ้าง

การศึกษาสาเหตุของการนอนกัดฟันจะมีมานานแต่ก็ไม่มีข้อสรุป นักวิจัยหลายกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า การนอนกัดฟันมีความสัมพันธ์กับการซ้อนเก สูงต่ำของฟัน อาจเป็นไปได้ว่าขณะนอนหลับการทำงานนอกอำนาจจิตสั่งให้ร่างกายพยายามบดถูให้ฟันซี่ที่สูงกว่าเตี้ยลงเสมอกับฟันซี่อื่นๆ แต่บางกลุ่มเชื่อว่าความเครียดมีอิทธิพลโดยตรงกับการนอนกัดฟัน วันไหนที่มีเรื่องวิตกกังวลมีความเครียดสะสม ร่างกายพยายามระบายความเครียดด้วยการนอนกัดฟัน บางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่าการนอนกัดฟันมักจะเกิดในช่วงที่นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับลึกไม่พอ ฝันบ่อยๆ ไม่มีใครทราบว่า ทฤษฎีใดถูกต้องและน่าเชื่อถือที่สุด การรักษาจึงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิจัยบางกลุ่มเสนอให้ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ กระทั่งยาแก้อาการซึมเศร้า เพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย นอนหลับได้สนิท แต่การใช้ยาทุกประเภทย่อมมีข้อจำกัดและผลข้างเคียง

ในช่วงหนึ่งที่ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียงตัวผิดปกติของฟันทำให้เกิดการนอนกัดฟันเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย หมอฟันแก้ไขการสบฟันโดยกรอปรับฟันที่เป็นจุดค้ำ หรือสบสะดุดเพื่อให้ฟันสบได้ดีขึ้น และด้วยความหวังว่าจะหยุดการนอนกัดฟันได้ แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในคนไข้หลายรายยังคงนอนกัดฟันอยู่ การกรอฟันจึงไม่ใช่การแก้ไขอาการที่พึงปรารถนานักในปัจจุบัน เพราะนอกจากต้องสูญเสียเนื้อฟันแล้วยังไม่สามารถกำจัดอาการนอนกัดฟันได้

เคยมีจิตแพทย์ท่านหนึ่งถามทันตแพทย์ว่า ไม่มีวิธีจัดการกับการนอนกัดฟันจริงหรือ โดยเฉพาะในคนไข้ที่ไม่มีความเครียดใดๆ ทำไมยังนอนกัดฟันอยู่ กรณีนี้ทันตแพทย์เชื่อว่าการนอนกัดน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น ฟันไม่สบกันพอดี การนอนหลับไม่สนิท กระทั่งจิตใต้สำนึก และสาเหตุที่ยากแก่การสันนิษฐาน การแก้ไขเพียงสาเหตุเดียวจึงไม่ทำให้หายจากอาการได้

ทางออกที่ดีที่สุดที่พอจะทำได้ คือ การป้องกัน แต่ไม่ได้ป้องกันนอนกัดฟัน แต่เป็นเพียงการป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับฟันและระบบบดเคี้ยว หรือผลพวงของการกัดฟันต่างหาก โดยทำเฝือกสบฟันที่เป็นพลาสติกใส่ขณะนอนหลับ การวิจัยรายงานว่าสามารถหยุดการนอนกัดฟันได้ถึงร้อยละ 20 แต่อย่างน้อยก็ทำให้เสียงกัดฟันเบาลง ฟันไม่แตกหัก ประคองสภาพฟันให้ถูกทำลายช้าลง ไม่เมื่อยหน้า หรือปวดศีรษะหลังตื่นนอน เพียงเท่านี้ก็นับว่าประสบผลแล้ว แต่หลายคนก็ทนใส่เฝือกไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะจะรู้สึกเหมือนอมอะไรนอน และมีน้ำลายไหลมาก ซึ่งก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าอย่างไหนคุ้มกว่ากัน แรกๆ อาจไม่ชินแต่ถ้าทำความคุ้นเคยกับเฝือกสบฟันทุกวันก็น่าจะดีขึ้นได้
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

การดูแลช่องปากระหว่างจัดฟัน

ในคนที่ได้รับการจัดฟันเพื่อให้ฟันเป็นระเบียบและเข้าที่เรียบร้อยดูดีขึ้น แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ หลังจากติดวัสดุไว้ที่ฟันก็คือการดูแลทำความสะอาดเป็นพิเศษ คือ เครื่องมือจัดฟันหลุด และถ้าการรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดีพอ ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ฟันผุและโรคเหงือกอักเสบตามมาได้
ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
ในคนที่ได้รับการจัดฟันเพื่อให้ฟันเป็นระเบียบและเข้าที่เรียบร้อยดูดีขึ้น แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ หลังจากติดวัสดุไว้ที่ฟันก็คือการดูแลทำความสะอาดเป็นพิเศษ คือ เครื่องมือจัดฟันหลุด (อุปกรณ์ที่ติดไว้กับฟันในการจัดฟัน) และถ้าการรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดีพอ ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ฟันผุและโรคเหงือกอักเสบตามมาได้

ทันตแพทย์จัดฟันจึงต้องย้ำเน้นในเรื่องการดูแลฟันในคนที่จัดฟันเป็นพิเศษ เพราะคง
ไม่ดีแน่ถ้าเมื่อถอดเครื่องมือจัดฟันแล้วฟันสวยเป็นระเบียบดี แต่มีรอยผุ สีขุ่นเหลืองเพราะดูแลไม่ดีพอ
การดูแลช่องปากระหว่างจัดฟัน

ปฏิบัติง่ายๆ ด้วย ข้อควร และ ไม่ควรทำ ดังนี้
  • การรับประทานผัก ผลไม้ ควรแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ พอคำ ควรใช้ฟันกรามหลังและควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน
  • อย่าใช้ฟันกัด ปากกา ดินสอเล่น แทะเล็บ เพราะอาจทำให้เหล็กยึดฟันหลุดได้เช่นกัน
การทำความสะอาดฟันและเครื่องมือจัดฟัน

หลังติดเครื่องจัดไว้ที่ฟันแล้ว อาจรู้สึกเกะกะเต็มปากไปหมด แน่นอนเศษอาหารติดง่าย ทำความสะอาดยากขึ้น คราบอาหารตกค้างที่ตัวฟันและขอบเหงือกมีมากขึ้น ดังนั้นคุณต้องขยันทำความสะอาดและพิถีพิถันมากกว่าปกติหลายเท่า ถึงขนาดที่ว่าควรนำแปรงสีฟัน ไหมขัดฟัน น้ำยาบ้วนปากติดตัวไปด้วยตลอดเวลา
  • แปรงฟันทุกครั้งหลังทานอาหาร และก่อนนอน ปกติคนเราแปรงฟันเช้า-เย็น แต่คนจัดฟันควรแปรงหลังอาหารทุกครั้ง
  • การใช้ไหมขัดก็ต้องทำหลังอาหารทุกครั้งด้วยเช่นกัน
  • ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากมีฟลูออไรด์อย่างน้อยวันละครั้งเพื่อลดอัตราการเกิดฟันผุ
  • ที่สำคัญต้องพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนทุก 6 เดือน
วิธีทำความสะอาดฟันและเครื่องมือจัดฟัน
  • วางแปรง 45◦ จากขอบเหงือกกดเบาๆ ใช้การขยับแปรงเป็นรูปวงกลม แปรงแต่ละซี่ 10 วินาที ฟันบนฟัดลง ฟันล่างปัดขึ้น
  • แปรงด้านในของฟันด้วย
  • อย่าลืมแปรงด้านบดเคี้ยว และแปรงลึกให้ถึงหลังฟันด้วย
  • ตรงบริเวณเครื่องมือจัดฟัน(ปุ่มติดลวด) ให้ใช้แปรงปัดส่วนขอบบนและขอบล่าง เบาๆ อย่าให้หลุดหรือลวดดีดออก
อุปกรณ์เสริมในการทำความสะอาดฟัน
  • แปรงจัดฟัน ปลายขนแปรงจะมีรูปเป็นตัวv ทำความสะอาดคราบอาหารที่ติดตามปุ่มติดลวดได้ง่ายขึ้น
  • แปรงสีฟันไฟฟ้า ทำความสะอาดฟันได้ดี และทุ่นแรงแต่ต้องระมัดระวัง
  • แปรงซองฟัน จะมีขนแปรงหัวเล็กๆ ใช้สำหรับแปรงแปรงใต้ลวดบริเวณปุ่มติดลวด
  • แปรงน้ำ เป็นเครื่องอัดความดันน้ำฉีดรอบๆ ฟันใต้ลวด
การจัดฟันใช้เวลาเป็นปี ต้องใช้ความอดทนในการดูแลรักษาความสะอาดอย่างจริงจังและเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ หลังจากครบกำหนดแล้วนอกจากจะได้ฟันเรียงสวย แล้วสุขภาพฟันก็จะดีเช่นเดียวกันหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งๆ เหนียว กรอบๆ เช่นเคี้ยวก้อนน้ำแข็ง ปลาหมึก ถั่ว หมากฝรั่ง เพราะอาจจะทำให้เครื่องมือหลุดได้ ถ้าเครื่องมือหลุดบ่อยๆ ก็ต้องกลับไปให้หมอฟันติดให้ใหม่ เสียเวลาและค่าใช้จ่าย
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

เมื่อคุณรู้สึกเสียวฟัน

ถ้าหากคุณรับประทานไอศครีม หรือจิบกาแฟแล้วมีอาการเสียวแปลบที่ตัวฟัน นี่เป็นสัญญาณเตือนแล้วว่าฟันของคุณต้องมีอะไรผิดปกติแน่นอน

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ปกติแล้วโครงสร้างของฟันที่มีสุขภาพดีนั้น ตัวฟันจะมีเปลือกฟัน (ENAMEL) ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งที่สุดของร่างกายหุ้มอยู่ และรากฟันเองก็มีส่วนที่เป็นเปลือกรากฟัน(CEMENTUM) หุ้มอยู่ ส่วนที่เป็นเนื้อฟัน (DENTINE) จะประกอบไปด้วยท่อเล็กๆ หลายๆ ท่อ หากท่อเหล่านี้ไม่มีอะไรมาหุ้มจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็สามารถทำให้ความร้อน ความเย็น กรดจากอาหาร สามารถส่งต่อผ่านท่อนี้ไปที่ประสาทฟัน ทำให้เราสะดุ้งทุกทีไป เวลารับประทานอาหารต่างๆ

เมื่อคุณรู้สึกเสียวฟัน

ถามว่าอาการเสียวฟัน อันตรายมากใหม? จริงๆ แล้วมันคือสัญญาณเตือนคุณว่าถ้าไม่รีบแก้ไขก็จะมีเรื่องต่อเนื่องที่ทำอันตรายกับฟันมากขึ้น อีกอย่างก็จะทำให้คุณหมดความสุขในการรับประทานอาหารทุกครั้งที่จะเอาอะไรใส่ปาก ก็ขยาดทุกทีอะไรบ้างที่ควร หรือไม่ควรในการป้องกันการอาการเสียวฟัน

DOs

  • การทำความสะอาดฟัน ควรเลือกแปรงที่ขนแปรงนิ่มไม่แข็งเกินไป เพราะทำให้คอฟันสึกง่าย
  • แปรงให้ถูกวิธี แปรงผิดวิธีทำให้เหงือกร่น คอฟันสึก รากฟันโผล่ ทำให้เสียวฟันมาก
  • พบทันตแพทย์ตรวจฟันทุก 6 เดือน หากมีฟันผุอุดเสีย มีโรคเหงือกอักเสบก็จัดการเลย อย่าปล่อยให้กระดูกถูกทำลายมีช่องว่างระหว่างเหงือกกับฟัน ซึ่งทั้งฟันผุและโรคเหงือกเป็นต้นเหตุให้เกิดการเสียวฟันมาก
  • หากมีฟันสึกจากการบดเคี้ยวก็ควรให้ทันตแพทย์ครอบฟันด้วย

Donts

  • อย่าใช้ฟันผิดประเภท จริงอยู่ธรรมชาติของฟันเป็นอวัยวะที่แข็ง แต่มีข้อจำกัดถ้าใช้อย่างไม่ทะนุถนอม หากฟันแตก หัก ฟันร้าว ก็ทำให้เกิดอาการเสียวฟันมาก
  • การแปรงฟันเน้นแปรงถูกวิธี แต่ไม่ใช่แปรงแรงๆ แล้วฟันจะสะอาดไม่ต้องแรงแต่แปรงถูกวิธี
  • หากนอนกัดฟัน มีฟันสึกมากต้องแก้ไข หรือใส่เครื่องมือป้องกัน
  • อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง หากมีสัญญาณอาการต่างๆ ที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับฟันเตือนให้รีบพบทันตแพทย์ หรือพบทันตแพทย์ตรวจฟันทุก 6 เดือน

ต้องหมั่นดูแลสุขภาพฟันเป็นสำคัญ แปรงฟันอย่างถูกวิธี และอมน้ำยาบ้วนปากช่วยกำจัดแบคทีเรียในส่วนที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง ขอให้คุณทุกคนมีความสุขกับการรับประทานอาหารอร่อยๆ นะครับ อย่าทนทุกข์ทรมานกับอาการเสียวฟันอยู่เลย

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

วีธีรักษาอาการปากแห้ง

สาเหตุให้ปากแห้งที่พบบ่อยคือ การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก คัดจมูก ยาแก้ปวด ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันดลหิต ยาลดอาการซึมเศร้า โดยข้อเท็จจริงแล้วมียามากกว่า 400 รายการที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง
Article : พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
ในช่องปากเรามีน้ำลายหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ต่อมน้ำลายทำหน้าที่ผลิตน้ำลายออกมาเพื่อย่อยอาหาร คลุกเคล้าและหล่อลื่นให้อาหารกลืนได้ง่าย นอกจากนี้น้ำลายยังทำให้เยื่อบุในช่องปากชุ่มชื่นตลอดเวลา หากมีสภาพผิดปกติทำให้น้ำลายไหลน้อยลง เราจะรู้สึกอาการปากแห้ง มีภาวะผิดปกติไปจากที่เป็นทำให้รู้สึกหงุดหงิด และมีผลข้างเคียงหลายๆ อย่าง
วีธีรักษาอาการปากแห้ง

การปล่อยทิ้งให้มีอาการปากแห้งนานๆ อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราในช่องปากได้ง่ายขึ้น
  • ฟันผุและโรคเหงือกอักเสบในช่องปาก
  • รู้สึกแสบๆ ร้อนๆ ในช่องปาก
  • มีกลิ่นปาก หรือทำให้กลืนลำบาก ฝืดคอ
  • หากมีฟันปลอมแบบถอดได้ การที่ปากแห้งมีผลให้การใส่ฟันปลอมหลวมและใส่ไม่ค่อยสบาย

อะไรเป็นสาเหตุให้ปากแห้ง
  • ที่พบบ่อยคือ การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ antihistamine ยาลดน้ำมูก คัดจมูก(De Congestant) ยาแก้ปวด ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันดลหิต ยาลดอาการซึมเศร้า โดยข้อเท็จจริงแล้วมียามากกว่า 400 รายการที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง การใช้ยาจึงควรศึกษาใบกำกับยา หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ปากแห้งอาจเกิดจากการฉายแสงในการรักษามะเร็งที่ศีรษะ ในช่องปาก ใบหน้า ลำคอ ต่อมน้ำลาย เพราะผลจากรังสีทำให้การไหลของน้ำลายลดน้อยลงอย่างเด่นชัด
  • คนที่เป็นโรคเบาหวาน
  • การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน
สาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้การไหลเวียนของน้ำลายน้อยลง

จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้อย่างไร
  • เคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาล
  • จิบน้ำบ่อยๆ
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีแอลกอฮอล์
  • งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมทั้งหลาย
คนที่มีอาการปากแห้งบ่อยๆ ควรพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปาก ฟัน เหงือก และควรมีข้อมูลการใช้ยา และโรคประจำตัวที่เป็น เพราะจะช่วยให้การวิเคราะห์หาสาเหตุแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น

การดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากสำหรับคนที่ปากแห้งน้ำลายไหลน้อยคงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากธรรมดา เพราะการไหลของน้ำลายช่วยให้อาหารถูกคลุกเคล้าและกลืนได้ง่าย น้ำลายจะช่วยผลักอาหารให้ไหลลื่น มากกว่าที่จะเกาะติดกับตัวฟันและเหงือก ในรายที่ปากแห้งมากๆ การเกาะติดของอาหารที่ฟันและเหงือกก็เพิ่มมากขึ้น และการกลืนจะทำได้ลำบากมากขึ้น การเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบก็ทวีขึ้นเช่นกัน

เราจะดูและฟันและเหงือกอย่างไร
  • แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอหลังอาหารทุกครั้ง
  • อย่าลืมใช้ Dental floss ทุกครั้งที่แปรงฟัน ขจัดคราบอาหารที่ติดตามซอกฟัน
  • ใช้แปรงซอกฟัน
  • ทันตแพทย์อาจเคลือบฟลูออไรด์เพิ่ม
  • อมน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์แต่ไม่มีแอลกอฮอล์
อย่าลืมว่า การที่มีริมฝีปากแห้งนอกจากจะสร้างความหงุดหงิดแล้วยังมีผลต่อสุขภาพฟันและเหงือกอย่างมาก หากเรารู้สภาพ เพิ่มความเข้มงวดในการทำความสะอาดฟันมากขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้สุขภาพฟันดีและอยู่ให้ยาวนานได้ไม่ยุ่งยากเลยถ้าเราเพิ่มน้ำเข้าสู่ร่างกาย ก็อาจช่วยลดอาการปากแห้งได้ ทันตแพทย์หรือแพทย์อาจใช้น้ำลายเทียม เพื่อให้เยื่อบุในช่องปากชุ่มชื่นอยู่เสมอ หรือ อาจใช้...
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?

การใช้ฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสม จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเสริมฟันให้แข็งแรง
เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้ อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม
เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน
เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม
ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด
มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride) ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ
ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?
การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า
ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร?
การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ
  • แบบรับประทาน
    พวกที่ผลิตมาสำหรับรับประทานนั้น มาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ผสมกับน้ำดื่ม ได้จากน้ำธรรมชาติ และในอาหารทะเล ผักต่างๆ

  • แบบสัมผัสโดยตรง
    พวกที่ใช้สัมผัสหรือใช้ทาเฉพาะที่ผิวฟันก็มีในรูปของวุ้นข้นๆ หรือเจล และที่เรามักเห็นคุ้นตาก็คือ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก
การใช้ฟลูออไรด์สำหรับป้องกันฟันผุให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นต้องใช้ทั้งกินและทาที่ผิวฟันโดยตรง และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือในแต่ละอายุให้ปริมาณไม่เท่ากัน และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองควรที่จะรับรู้วิธีการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้องและเหมาะสมจากทันตแพทย์
ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ
  • ฟลูออไรด์ในน้ำประปา ความคิดที่จะใช้ระบบป้องกันฟันผุในชุมชนใหญ่ๆ ให้ได้ผลมีประสิทธิภาพ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้นได้มีการศึกษาและทดลองกันอย่างแพร่หลาย และมาสรุปตรงว่าถ้าเราใช้ฟลูออไรด์เติมในน้ำประปาให้มีปริมาณ 1 ส่วน ในล้านส่วนแล้วจะช่วยลดฟันผุได้ถึง 50-60 % ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเห็นได้จากความสำเร็จในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์


    สำหรับประเทศไทยเราได้ศึกษาการใช้ฟลูออไรด์ในน้ำประปามาเป็นระยะเวลาพอสมควร และน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นโครงการระดับชาติ ที่จะช่วยลดอัตราฟันผุ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างยิ่ง

  • ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดและน้ำ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์ สำหรับชนิดน้ำใช้หยดให้เด็กทารกรับประทานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งฟันขึ้น พอรู้จักเคี้ยวอาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นชนิดเม็ดในเด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป หากรับประทานตั้งแต่เกิดจนอายุ 14 ปี จะทำให้ฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพสูงสุดไปเสริมให้ฟันเข็งแรงสมบูรณ์

  • น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ ช่วยลดฟันผุได้ 20-25 %

  • ยาสีฟันฟลูออไรด์ ช่วยลดฟันผุได้ 20 %

  • ฟลูออไรด์เจล ที่ใช้ในคลีนิกทันตกรรม เป็นฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการเคลือบหรือทาที่ฟันโดยตรงโดยทันตแพทย์ ทำทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดฟันผุได้ 20-30 %

สำหรับผู้สูงอายุฟลูออไรด์ก็มีบทบาทในการป้องกันรากฟันผุในกรณีที่มีเหงือกร่น คนที่ได้รับฟลูออไรด์ปริมาณที่เหมาะสมจะมีการผุของรากฟันต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์ และในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องได้รับการฉายแสงจากการรักษามะเร็งในช่องปาก การใช้ ฟลูออไรด์ เข้มข้นเคลือบฟันให้เนื้อฟันแข็งแรงขึ้น และก็ช่วยลดอัตราการผุของฟันได้อย่างดี
ในกรณีที่มีการเสียวฟันจากคอฟันสึก การใช้ฟลูออไรด์เข้มข้นก็จะช่วยลดอาการเสียวฟันได้เช่นกัน
เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นักวิจัยทางทันตแพทย์ค้นคว้าจนสามารถนำฟลูออไรด์มาช่วยป้องกันฟันผุจนให้ผลที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้สุขภาพช่องปากสมบูรณ์ขึ้น คือ การสร้างอุปนิสัยในการดูแลฟัน และเหงือกโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี การใช้เส้นใยไนล่อนขัดฟัน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง ตลอดจนพบทันตแพทย์ตรวรจฟันทุกครึ่งปี ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เชื่อว่าคุณคงจะมีสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ปล่อยฟันคุดทิ้งไว้ จะเกิดอะไรขึ้น ?

วิธีการเอาฟันคุดออกจะต่างจากการถอนฟัน เพราะฟันคุดส่วนใหญ่จะล้มเอียงตัดกับฟันข้างเคียง การดึงฟัน ถอนฟันแบบธรรมดาไม่สามารถดึงออกได้ง่ายๆ จึงต้องใช้วิธีการผ่าตัดเอาออก

ปล่อยฟันคุดทิ้งไว้ จะเกิดอะไรขึ้น ?

ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ประสบการณ์การทำฟันในคนช่วงวัยรุ่น นอกจากจะอุดฟัน จัดฟันแล้ว ฟันคุดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนประสบกับตัวเองในช่วงอายุ 17-21 ปี ฟันกรามซี่สุดท้าย (ซี่ที่สาม) จะขึ้นหรือโผล่ในช่องปาก ฟันซี่นี้มักมีความพิเศษหลายอย่าง

  • ระหว่างที่ฟันขึ้น จะรู้สึกเจ็บปวดมาก หรืออาจมีอาการอักเสบ แก้มบวมโย้
  • บางคนไม่พบว่ามีฟันซี่นี้ขึ้น แต่ถ้าตรวจโดยภาพเอกซเรย์แล้ว จะพบลักษณะของฟันล้มนอน หรือเอียงชนฟันข้างหน้า ทำให้ขึ้นไม่ได้ ที่เรารู้จักกันดีว่า ฟันคุด

คุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ลองนับฟันในช่องปากดู ฟันแท้จริงๆ แล้วมี 32 ซี่ ส่วนใหญ่จะนับได้ 28 ซี่ อีก 4 ซี่ที่หายไปให้สันนิษฐานไว้ได้เลยว่า เป็นฟันคุด คือไม่โผล่ให้เห็นชัดเจนในช่องปาก ทางที่ดี ถ้าคุณมีอายุครบ 17 ปีขึ้นไป น่าจะตรวจเอกซเรย์ เช็คดูว่าฟันซี่สุดท้ายมีลักษณะอย่างไรบ้าง เพราะทันตแพทย์มักแนะนำให้ถอนฟันคุด หรือผ่าเอาออกเสียตั้งแต่ยังไม่มีอาการเจ็บปวด เพราะถ้าปล่อยให้ฟันคุดต่อไปนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้ว กลับจะมีผลเสียต่อสุขภาพของช่องปากอีกด้วย

ถ้าปล่อยฟันคุดทิ้งไว้ จะเกิดอะไรขึ้น ?

  • ทำให้เศษอาหารติดบริเวณฟันคุด และฟันข้างเคียงได้ง่าย เป็นสาเหตุทำให้ฟันข้างเคียงผุ ซึ่งเป็นฟันหลักในการบดเคี้ยว หากฟันคุดผุไม่เป็นไร เพราะเราต้องเอาออกอยู่แล้ว แต่ถ้าฟันแท้ซี่ที่ 2 ผุ ก็จะเป็นที่น่าเสียดายมากเพราะเป็นซี่สำคัญที่เราใช้เคี้ยว
  • ฟันคุดจะทำให้ปวด บวม ติดเชื้อได้ ขนาดแก้มโย้เลยทีเดียว กินข้าวกินปลาไม่ได้เลย
  • ฟันคุดเป็นต้นเหตุให้เกิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อหุ้มฟัน โดยอาจเปลี่ยนเป็นเนื้องอกหรือเนื้อร้ายได้
  • ฟันคุดเป็นตัวการทำให้เกิดฟันซ้อน เก ได้ เพราะแรงผลักที่ส่งต่อไปกระทบให้ฟันข้างหน้าเคลื่อนออกนอกแนว หลายๆ ท่านที่จัดฟันมักจะถูกถอนฟันคุดออกก่อน

ดังนั้นหากคุณตรวจสุขภาพฟันแล้วพบว่ายังมีฟันคุดอยู่ก็ขอแนะนำให้รีบเอาออกเสียในช่วงอายุน้อยๆ หากปล่อยให้เนิ่นนานอายุมาก การผ่าตัดออกจะยากขึ้น และผลเสียต่างๆดังกล่าวก็จะตามมาด้วย หากว่าในขณะที่ยังไม่ได้เอาฟันคุดออกก็ต้องรักษาความสะอาดของเหงือกและฟันให้ดี ปกติซี่ในสุดการแปรงฟันอาจจะเข้าไม่ถึง คุณอาจใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยได้ อย่างน้อยก็กำจัดแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของฟันผุและกลิ่นปากได้ในระดับหนึ่ง

บางคนพอได้ยินคำว่า ผ่า ก็อาจรู้สึกกลัว พยายามผลัดผ่อนไปเรื่อยๆ ปัจจุบันนี้เครื่องไม้เครื่องมือและวิธีการได้ปรับพัฒนาขึ้นมาก การผ่าฟันคุดจึงไม่ใช่เป็นเรื่องน่ากลัวเหมือนอดีต อย่าปล่อยฟันคุดไว้สร้างปัญหาเลย รีบเอาออกดีกว่าครับ !

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

ขจัดขี้ฟันให้ถูกวิธี

การทำความสะอาดภายในช่องปากคุณอาจมองข้ามไปหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่แล้วการขจัดคราบอาหารในช่องปาก เราจะเข้าใจว่าแค่แปรงฟันก็พอ
ขจัดขี้ฟันให้ถูกวิธี
พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

มีสิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับการทำความสะอาดภายในช่องปากที่คุณอาจมองข้ามไปหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่แล้วการขจัดคราบอาหารในช่องปาก เราจะเข้าใจว่าแค่แปรงฟันก็พอ โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฟันและเหงือกเป็นอวัยวะที่กักเก็บเศษอาหารที่ต้องมีอุปกรณ์และวิธีการทำความสะอาดอย่างที่พิถีพิถันพอสมควร เลยครับ มาดูกันว่าอะไรควรหรือไม่ควรฏิบัติกันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีตลอดไป

Dos
  • เลือกแปรงที่ขนนิ่มไม่แข็งเกินไป
  • แปรงหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • แปรงให้ถูกวิธี ฟันบนปัดลงล่าง ฟันล่างปัดขึ้นบน แปรงทุกด้านของฟัน ด้านบดเคี้ยว ด้านนอก ด้านใน
  • ใช้ไหมขัดฟันขจัดเศษอาหาร ตามซอกฟันและใต้เหงือก
  • การใช้ Dental floss (ไหมขัดฟัน) ให้ใช้ทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหาร ทำทุกซีก
  • ท่านที่มีฟันห่างมาก ใส่ฟันปลอมแบบติดแน่น อาจจะต้องใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และใต้ฐานฟันปลอม
  • ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสม fluoride
  • อมน้ำยาบ้วนปากหลังการแปรงฟันทุกครั้ง
การขจัดคราบอาหาร(ขี้ฟัน) ออกให้หมดเกลี้ยงจะช่วยลดฟันผุ และเหงือกอักเสบได้อย่างตรงจุดที่สุด รู้อย่างนี้ก็อย่าปล่อยให้คราบอาหารค้างอยู่ในปากนานๆ ต้องพิถีพิถันขจัดออกเสีย สุขภาพเหงือกและฟันจะดีตลอดไป
Donts
มีอะไรบ้างที่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าทำผิดเข้าใจไม่ถูกต้อง แทนที่จะขจัดคราบอาหารได้เกลี้ยง กลับมีผลข้างเคียงต่อเหงือกและฟันอีก
  • ไม่ใช้แปรงขนแข็งมาก (เพราะจะทำให้ฟันสึกได้ง่าย)
  • เลือกแปรงด้ามตรงไม่โค้งงอ เพราะแปรงเหล่านี้ จะแปรงทำความสะอาดได้ดี เฉพาะบางตำแหน่ง
  • อย่าแปรงฟันแบบตามใจฉันที่ถนัด คือ แปรงขึ้นลงแรงๆ วิธีแบบนี้ จะทำให้เหงือกร่นง่าย เพราะหลักการที่ถูกต้อง ฟันบนให้ปัดลงล่าง ฟันล่างให้ปัดขึ้นบน แต่ถ้าแปรงขึ้นลงเร็วๆ ฟันบนจะถูกแปรงกระแทกเหงือกให้ขึ้นไป ฟันล่างก็ถูกแปรงกระแทกให้เหงือกถอยลงล่าง จนเกิดอาการ เหงือกร่นเป็นสิ่งที่แก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมยาก และทำให้มีอาการเสียวฟัน เวลาแปรงด้านข้าง ก็จะถูเข้าออกแรงๆ เหมือนเลื่อย แบบนี้ก็ทำให้คอฟันสึกเหมือนการโค่นต้นไม้ รอยสึกจะทำให้มีอาการเสียวฟัน ถ้าสึกเข้าไปลึกมาก อาจต้องรักษารากฟัน
  • อย่าใช้ไม้จิ้มฟันทำความสะอาดด้านซอกฟัน เพราะไม้จิ้มฟันมีผลต่อเหงือก ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟันมากขึ้น ให้ใช้ dental floss แทน
  • น้ำยาบ้วนปากช่วยทำความสะอาดช่องปาก โดยการลดจำนวนแบคทีเรียชั่วขณะ ดังนั้นยังต้องแปรงฟันให้สะอาดด้วยครับ
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

เจาะหู เจาะปาก เจาะลิ้น

แฟชั่นที่สร้างความแปลกใหม่ในกลุ่มวัยรุ่นนอกจากการสักลวดลายตามผิวหนังแล้ว การเจาะอวัยวะเพื่อติดเครื่องประดับ นับวันจะเป็นที่นิยมมากขึ้น
เจาะหู เจาะปาก เจาะลิ้น
พ.ต.ท.ทพ. พจนารถ พุ่มประกอบศรี

แม้นจะแลกความเท่กับความเจ็บปวดก็ตาม การเจาะหู เราจะเห็นเป็นเรื่องคุ้นเคยสำหรับคุณผู้หญิง และถือเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับผู้ชาย แต่สำหรับการเจาะลิ้น เจาะริมผีปาก เพื่อติดเครื่องประดับนี้ กำลังมาแรง เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นในแง่ของความแปลกใหม่ และเอกลักษณ์ของบุคคล ในมุมมองของแพทย์ช่องปากแล้วก็อยากจะฝากบางประเด็นให้บางท่านที่จะตัดสินใจทำได้ทบทวนสักนิดหนึ่ง
การเจาะเนื้อของร่างกาย มันก็คือการทำให้เกิดแผลไม่ว่าที่ไหนของร่างกาย เรามีแนวคิดคือ เหมือนกับการผ่าตัด ซึ่งพื้นฐานเลยต้องแบบเดียวกันคือ สะอาด ปราศจากเชื้อ ความสะอาดแบบแพทย์ นั้นต้องระดับที่เครื่องมือปราศจากเชื้อจริงๆ เครื่องมือต้องผ่านการนึ่งฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี ไม่ใช่แค่เช็ดแอลกอฮอลล์ ทีสองทีแล้วไปทิ่มไปแทงกัน
อีกเรื่องหนึ่งคือเวลาเราจะทำอะไรบนอวัยวะโดยเฉพาะการเจาะการผ่า ทางการแพทย์จะต้องศึกษาอย่างละเอียดว่าบริเวณรอบๆ นั้นมีอะไรอยู่บ้าง เช่นเส้นเลือด เส้นประสาท ซึ่งจะทำให้เสียเลือด กระทบเส้นประสาท ทุกอย่างจะกระทำอยู่บนพื้นฐานวิชาความรู้ ไม่ใช่ทำแบบคาดเดา ดังนั้นการเจาะลิ้น แบบแฟชั่นจึงมีเรื่องราวที่น่าเป็นห่วงตามหลังมาหลายอย่าง เช่น
  • ความเจ็บปวด
  • มีการติดเชื้อ อัดเสบบวม บางครั้งอาการบวมไม่จำกัดตรงจุดนั้น แต่อาจลุกลามไปใต้ลิ้น ไปที่ลำคอ ทางเดินหายใจ หายใจไม่ออก เป็นเรื่องเป็นราวต้องนอนโรงพยาบาลกันเลย
  • เจาะไม่ดีไปถูกเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลไม่หยุด
  • พอใส่ลูกตุ้ม น้ำลายจะไหลมากขึ้น พูดไม่ชัด เวลากิน เวลาพูด ลูกตุ้มกระทบลิ้น อาจแตกร้าวได้ มีเหตุให้เสียวฟันมาก
  • ลูกตุ้มอาจหลวมแล้วหลุดเข้าคอได้
ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าว ถ้าคุณยังกล้าเสี่ยง ก็คงไม่ห้ามกันละครับ ได้แต่หวาดเสียวแทน ขอให้โชดดีครับ
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

กินอาหารเพื่อสุขภาพฟัน

เมื่อเรารับประทานอาหารผ่านเข้าไปในช่องปาก แบคทีเรีย ซึ่งอยู่ในรูปของแผ่นบางๆ เหนียว ที่เรียกว่า Plaque (แผ่นคราบ) จะเปลี่ยนอาหารเหล่านั้นให้เป็นกรดทำลายฟันและเหงือก

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่อีกด้านหนึ่งการกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังก็มีโทษสำหรับร่างกายเช่นกัน ตอนนี้เรารณรงค์ในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่รับประทานแล้วน้ำหนักไม่เพิ่ม ไม่อ้วน อาหารที่กินแล้วไม่ก่อให้เกิดโรค เช่น ไขมันอุดตันในเลือด โรคหัวใจ ทางทันตกรรมก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญในเรื่องอาหารอย่างมากในการป้องกันโรคฟันผุ โรคเหงือก

กินอาหารเพื่อสุขภาพฟัน

แบคทีเรียเหล่านี้ชอบอาหารหวาน อาหารที่เป็นแป้งมาก หลังรับประทานอาหารหากยังไม่แปรงฟันทันที แบคทีเรียเหล่านี้ก็ทำหน้าที่สร้างกรดไปเรื่อยๆ ดังนั้นยิ่งรับประทานอาหารบ่อยๆ 3 มื้อหลักแล้วยังมีแทรกระหว่างมื้อ อาหารก็สัมผัสกับฟันมากขึ้นโอกาสที่ฟันและเหงือกก็ถูกทำลายมากขึ้น

อะไรบ้างที่ ควร หรือ ไม่ควร ในการดูแลรักษาสุขภาพฟัน
DO (ควรปฏิบัติ)

  • ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ให้เกิดความสมดุล
    - ขนมปัง ข้าว Cereal อาหารที่มีกากใย
    - ผลไม้
    - ผัก
    - เนื้อปลา ถั่ว
    - นม ชีส โยเกิต
  • ถ้าหากจะทานอาหารว่างลดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ให้ทาน ผัก ผลไม้แทน
  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
  • ทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟัน Dental Floss
  • พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน

DONT (ไม่ควร)

  • ไม่ควรให้น้ำตาลสัมผัสฟันนานๆ
    - ลดการอมลูกอม
    - ขนมกรอบๆ เหนียวๆ ติดฟัน
  • น้ำอัดลม (Soft drink) มีน้ำตาลเยอะมาก 1 กระป๋อง บางยี่ห้อมีน้ำตาล 11 ช้อนกาแฟ ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม อย่าดื่มน้ำอัดลมทุกมื้ออาหาร
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อ
    - ฟันเปลี่ยนสี
    - เสี่ยงต่อโรคเหงือก
    - เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก ลำคอ

กุญแจสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดไม่ใช่จะไม่กินพวกแป้ง น้ำตาลเลย แต่ต้องระวังในการกินและคิดก่อนกินทุกครั้ง เพราะอาหารมีผลต่อสุขภาพของเรา ถ้าเราสามารถควบคุมและผักให้เป็นนิสัยก็จะส่งให้สุขภาพของเราดี และยิ้มได้อย่างสวยงาม

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

นอนกัดฟัน

จะมีใครสักกี่คนรู้ว่าตัวเองนอนกัดฟัน เพราะตอนเราหลับเพลินๆ ฝันเรื่อยเปื่อยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่คนข้างๆ สิ อาจนอนไม่หลับ เพราะเสียงเซอร์ราวด์ข้างๆ
พล.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี ทันตแพทย์

หู ไม่ใช่เฉพาะแค่เสียงกัดฟันที่ก่อความไม่สงบ แต่มีผลเสียต่อเจ้าตัวอยู่มากพอสมควร คนที่นอนกัดฟัน ถ้าเป็นมากแล้วไม่ได้รับการป้องกันแก้ไขนั้น เรื่องที่เห็นได้ชัด ๆ คือ
นอนกัดฟัน
มีฟันสึก เพราะชาวบ้านกลางคืนเขาหยุดเคี้ยวกันแล้ว แต่แกยังกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกรอดๆ เอาฟันขบกับฟัน โดยไม่มีอาหารกั้นกลางเลย มันก็ต้องสึกแน่นอน สึกจนฟันเตี้ย
ฟันร้าว ฟันแตกได้ ก็เพราะฟันมันทำงานหนักมากกว่าธรรมดา กอปรกับแรงบดเคี้ยวแรงมาก ถูกกระแทกจำนวนครั้งมากกว่าปกติ ฟันบางซี่ทนไม่ได้ก็มีอาการร้าวเกิดขึ้น ฟันร้าวนี่เสียวมากๆ เวลากินของร้อนและเย็น
มีอาการปวดศีรษะ ก็เพราะการเคี้ยว ทำให้มีการขยับขากรรไกรอยุ่ตลอดเวลา ขากรรไกรจะขยับได้ก็ต้องอาศัยกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าและศีรษะเป็นตัวขับเคลื่อน การนอนกัดฟัน เท่ากับว่าขากรรไกรต้องทำงานแบบผิดปกติและทำอยู่ทั้งคืน กล้ามเนื้อบริเวณนี้มันไม่ได้พัก ก็มีผลทำให้รู้สึกปวดศีรษะได้โดยเฉพาะเวลาตื่นนอน
เห็นไหมครับว่า ผลข้างเคียงจากการนอนกัดฟันนั้น มีมากและกระทบกับฟันซี่ดีๆ ด้วย จึงควรได้รับการแก้ไข ทีนี้เราลองมาดูว่า สาเหตุจริงๆ ของการนอนกัดฟันมาจากอะไร?
ความเครียด ความวิตกกังวล มีผลมากทำให้สะท้อนออกมาโดยไม่รู้ตัวด้วยการนอนกัดฟัน ในภาวะสังคม เศรษฐกิจปัจจุบัน เราต้องเผชิญความเครียดกันมากขึ้นเรื่อยๆ แบบต้องพบหลบไม่ได้ จึงต้องหาวิธีผ่อนคลายความเครียด หรือลดมันให้ได้ เพื่อไม่ให้ไปกระทบกับร่างกายด้านอื่นๆ การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ทำสมาธิ ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่จะลดความเครียด และน่าจะเป็นแนวทางแบบสมดุลมากกว่าการใช้ยาลดความเครียด
มีฟันเก ฟันซ้อน หรือสบผิดปกติ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้นอนกัดฟันได้ เพราะร่างกายจะพยายามชดเชย โดยการบดฟันให้เข้าที่ ตรงไหนสะดุดชน การกัดฟันก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อปรับให้เสมอกัน
แก้ปัญหานอนกัดฟันอย่างไรดี ?
สิ่งแรกเลยคือต้องหาทางป้องกันอย่าให้เครียดหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้ทนกับความเครียดให้ได้
ขจัดสาเหตุชักนำ การมีฟันซ้อน ฟันเก ก็จัดเสีย ถ้าฟันสบไม่ดีสูงไป ก็ปรับให้มันลงตัวโดยทันตแพทย์
ใส่ฟันยาง ซึ่งทันตแพทย์จะพิมพ์ฟัน แล้วหล่อแบบทำให้เหมาะสม หรือชิดกับฟันของแต่ละคนใส่นอนกลางคืนเพื่อลดการเสียดสีและของฟัน ป้องกันไม่ให้ฟันสึก หรือแตกร้าวได้ อีกประโยชน์หนึ่งยังช่วยลดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดีครับ
หากท่านมีปัญหาดังกล่าวก็อย่ารอช้า รีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและป้องกันก่อนที่ฟันของท่านถูกบดขยี้ด้วยการนอนกัดฟันจนแบนราบชิดขอบเหงือก เรื่องนี้ป้องกันแก้ไขได้ครับ
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

เทคนิคทำความสะอาดลึกถึงซอกฟัน

ก็แปรงฟันหลังอาหาร ยาสีฟันก็ใช้อย่างราคาแพง น้ำยาบ้วนปากก็มีบ้วนเป็นประจำ มั่นใจมากว่าสะอาดแน่ แต่ทำไมยังเกิดโรคเหงือกอักเสบ ฟันผุอยู่
เทคนิคทำความสะอาดลึกถึงซอกฟัน
ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
การทำความสะอาดฟันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรคในช่องปากไม่ว่าจะเป็น ฟันผุ โรคเหงือก จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เกี่ยวกับอนามัยของฟัน ตั้งแต่แปรงสีฟัน มีกันหลายแบบหลายชนิด ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก อุปกรณ์เสริมในการทำความสะอาดฟันก็มีมากมาย แต่ก็มักมีคำถามที่เกิดขึ้น บ่อยๆ ว่า ก็แปรงฟันทุกมื้อหลังอาหาร ยาสีฟันก็ใช้อย่างราคาแพง น้ำยาบ้วนปากก็มีบ้วนเป็นประจำ มั่นใจมากว่าสะอาดแน่ แต่ทำไมยังเกิดโรคเหงือกอักเสบ ฟันผุได้เพราะมีเศษอาหารค้างอยู่
การเกิดโรคเหงือกอักเสบ และฟันผุได้ ก็ต้องมีคราบอาหารค้างอยู่ มีอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคทำให้แปรงฟันได้ไม่เกลี้ยงเกลาอย่างที่คิด
คนที่มีฟันซ้อนเก เรียงตัวไม่เป็นระเบียบเหมือนเวลาเข้าแถวและมีคนล้ำเส้นออกไป เวลาแปรงฟันขนแปรงจะสัมผัสเฉพาะฟันอยู่แถวหน้าเท่านั้น ส่วนฟันที่อยู่ด้านหลังก็จะไม่ค่อยถูกขนแปรงเลย คราบอาหารที่ค้างอยู่ตามคอฟันก็มีมาก คนที่มีฟันซ้อนเก จึงเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่าย วิธีแก้ ก็คือจัดฟันหรือถ้ายังไม่พร้อมเวลาแปรงก็ต้องกดขนแปรงให้แนบชิดกับตัวฟันให้มาก ถึงสามารถทำความสะอาดได้อย่างเกลี้ยงเกลา
คนที่มีหุ้มกระดูกงอกมากผิดปกติและมีขนาดใหญ่ ที่ทำให้ขัดขวาง การแปรงฟัน เพราะขนแปรงจะติดบริเวณหุ้มกระดูกนี้ก่อน ก่อนถึงตัวฟัน ถ้าจะแปรงให้เกลี้ยงจริงๆ ต้อง กดขนแปรงให้สัมผัสกับตัวฟันจึงจะต้องใช้แรงกดมากกว่าปกติ
คนที่มีฟันล้มเอียง ก็จะแปรงยากเช่นกัน ต้องกดขนแปรงให้แนบกับฟันจริงๆ จึงจะทำความสะอาดได้ดี
คนที่มีฟันคุดที่โผล่ขึ้นมาบางส่วนแล้วไม่ได้ผ่าเอาออก เศษอาหารจะเข้าไปติดบริเวณฟันคุดและฟันซี่ติดกัน ทำให้ฟันข้างเคียงผุและเกิดอาการเหงือกอักเสบได้ง่าย กรณีแบบนี้ถึงจะพยายามแปรงอย่างไร ก็เอาเศษอาหารออกไม่หมด เห็นมีอยู่ทางเดียวก็ คือ ผ่าเอาฟันคุดออกก่อนครับ
ฟันที่อยู่ลึกมาก ๆ มักจะแปรงไม่ค่อยถึง เพราะบางท่านพอใส่แปรงสีฟันเข้าไปใกล้บริเวณ คอ ก็จะมีอาการอ๊อก ออกมาก็เลยไม่แปรงบริเวณซี่สุดท้าย ช่องว่างระหว่างฟัน แปรงสีฟันไม่สามารถเข้าไปถึงได้ คงต้องใช้ ไหมขัดฟัน ช่วยทำความสะอาด ถึงจะกำจัดเศษอาหารที่ติดค้างได้หมด
ฟันของเราจะมีบริเวณที่ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น ด้านบดเคี้ยว ด้านที่ขนแปรงเข้าไปสัมผัสกับผิวหน้าฟันโดยตรง แต่ก็มีบางมุม บางจุดที่แปรงได้ยาก เนื่องจากการเรียงตัวของฟันอวัยวะข้างเคียงที่ขวางอยู่ จึงต้องสำรวจตรวจดูและให้ความเอาใจใส่ในการทำความสะอาดฟันกันเป็นพิเศษ เพื่อลดคราบอาหารเพื่อเพิ่มความมั่นใจคุณอาจใช้น้ำยาบ้วนปากที่ผสมฟลูออไรด์ช่วยด้วยอีกทางหนึ่งก็ดีทีเดียว
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

กินต้องเลือกเพื่อ เหงือกและฟัน

อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย...
กินต้องเลือกเพื่อ เหงือกและฟัน
การเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เหล่า มีผลต่อการเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ในมุมกลับกัน การกินไม่เลือก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ การได้สารอาหารครบมีความจำเป็นต่อสุขภาพฟันและเหงือก เราพบว่าถ้าขาดอาหารโรคเหงือกอักเสบจะลุกลามเร็วมาก แรงต้านทานต่อการอักเสบจะลดน้อยลง
สารอาหารที่เพียงพอจะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของฟันในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับอาหารครบทุกหมู่เหล่าที่มีผลต่อการสร้างฟัน โดยเฉพาะธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และ ฟลูออไรด์ โปรตีน วิตามิน ต่างๆ จริงๆ แล้วฟันของเด็กเริ่มเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ อาหารที่คุณแม่ทานย่อมมีผลต่อฟันลูกอย่างแน่นอน

อาหารทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ
อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก โดยมีการบดเคี้ยวสัมผัสกับเหงือกเป็นด่านแรก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย

อาหารที่ช่วยส่งเสริมทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ

น้ำตาล
ที่ใช้ในการปรุงอาหาร ขนม น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลที่อยู่ในนม น้ำตาลที่ผสมในอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด น้ำผึ้งที่ผสมในขนม น้ำตาลเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดรับประทานทั้งหมด เพราะร่างกายยังต้องการสารอาหาร ที่มีในนม ผลไม้ ผัก

แป้ง เป็นอาหารที่ทำให้เกิดพลังงาน (มีอยู่ใน ข้าว ขนมปัง ขนม ฯลฯ) ในมุมกลับกันก็ทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายเช่นกัน


กินต้องเลือก เพื่อให้สุขภาพฟันดีเราต้องปรับวิธีการกิน และรูปแบบการกินเสียใหม่ ผมขอแนะนำว่า

ลดการทานอาหารระหว่างมื้อ ยิ่งกินบ่อย เพิ่มความถี่ในการกิน จำนวนกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย ก็มีโอกาสสัมผัสกับผิวฟันมากขึ้น ฟันผุ เหงือกอักเสบง่ายขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ในเด็กที่หลับคาขวดนม มักจะมีฟันผุทั้งปากก่อนฟันแท้ขึ้น หรือคนที่ทานอาหารว่างอยู่เรื่อย จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบมากกว่าคนที่ทานอาหารตามมื้อ

ลดทานอาหารหวานเหนียวๆ ติดฟันง่าย เช่น ท้อฟฟี่ น้ำเชื่อมที่มากับขนม น้ำอัดลม อาหารพวกแป้งที่แปรรูป เช่น ขนมปังกรอบ อาหารหวานสำเร็จรูปบางอย่าง เราควรดูฉลากเพื่อตรวจปริมาณน้ำตาล คงต้องเลือกและลดเสีย ไม่ควรทานบ่อยๆ เลือกทานผลไม้เป็นอาหารว่างแทนขนม สุขภาพฟันดี อย่าลืม กินต้องเลือก และแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ยาสีฟันที่มีฟูลออไรด์ ป้องกันฟันผุ ใช้ไหมขัดฟัน ทำความสะอาดตามซอกฟัน พบทันตแพทย์ ปี 2 ครั้ง

ถ้าคุณระวังเรื่องอาหารสักหน่อยและทำความสำอาดทุกครั้งหลงรับประทานเป็นประจำ เชื่อแน่ว่าคุณจะมีสุขภาพฟันและเหงือกดีตลอดไป



ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

การฟอกและเคลือบสีฟัน

มีคนจำนวนมากที่มีปัญหากับฟันแม้ฟันไม่ผุ โดยเฉพาะฟันที่มีสีเหลืองจนถึงน้ำตาลดูไม่สวยงาม การฟอกฟันจึงเป็นทางออกที่ช่วยให้สีของฟันดูดีขึ้น

ทพ.บุญชัย ประสิทธิ์วิภาต

คนที่มีสุขภาพปากและฟันแข็งแรง กล้าที่จะยิ้มด้วยความมั่นใจ ถือว่าเป็นคนที่โชคดีมาก ฟันแท้ของเรานี่เอง ที่ถือเป็นฟันที่แข็งแรงที่สุดยิ่งไม่มีฟันผุด้วยแล้ว ยิ่งต้องรักษาสุดชีวิตกันเลย แต่ก็ แต่ถ้าฟันมีสีคล้ำมากการเคลือบฟันก็เป็นอีกวิธีที่ใช้ได้ผล คำถามมีอยู่ว่าหลังจากฟอกหรือเคลือบฟันแล้ว ฟันยังแข็งแรงเหมือนเดิมหรือไม่ คอลัมน์นี้มีคำตอบให้คุณ แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจถึงการฟอกและเคลือบฟันกันก่อน

การฟอกและเคลือบสีฟัน

การฟอกฟันมีมานานแล้ว คนที่มีฟันเหลือง สีน้ำตาลอ่อนๆ อาจเป็นมาแต่กำเนิด หรือมีสาเหตุจากยาบางชนิดตั้งแต่ในวัยเด็ก หรืออาหารที่กินอยู่ทุกวัน เช่น ชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ก็มีส่วนทำให้ฟันมีสีคล้ำขึ้น

ก่อนการฟอก หรือเคลือบฟัน ทันตแพทย์จำเป็นจะต้องขัดและขูดหินปูนออกก่อนจนฟันสะอาด การฟอกสีฟัน คือการทำให้สี (pigment) ที่สะสมอยู่ในเนื้อฟันหลุดออกมา โดยโครงสร้างของฟันหากมองด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเนื้อฟันมีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ และมีสีอยู่ในท่อฟันเหล่านี้ การฟอกฟันจะใช้สารฟอกฟันจำพวกเปอร์ออกไซด์ เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (ผสมสารอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับการใช้กับฟันและปลอดภัยภายในช่องปาก) มีลักษณะคล้ายเจลเหนียว (Bleaching gel) ที่จะทำให้สีหลุดออกมา ซึ่งต้องทำหลายครั้งจึงให้ผลที่ต้องการ

การฟอกฟันนี้มี 2 ประเภท คือทำที่คลินิค และทำเองที่บ้านซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ให้รายละเอียดในวิธีการและข้อควรระวัง การฟอกฟันไม่ใช่การเอากรดมากัดเนื้อฟันอย่างที่หลายคนเข้าใจ ดังนั้นหลังจากฟอกฟันจึงไม่มีผลกับโครงสร้างของฟัน

อีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่มีสีฟันค่อนข้างเข้มคล้ำ จนบางครั้งไม่กล้ายิ้มกับใคร จึงเลือกวิธีเคลือบฟัน ซึ่งทันตแพทย์จะใช้วัสดุเฉพาะสำหรับการเคลือบฟันมาติดที่ฟัน เช่น วัสดุอุดฟันที่ซึ่งสามารถเคลือบฟันเสร็จภายในครั้งเดียว มีราคาถูกกว่า แต่ไม่ค่อยสวยงามและไม่ค่อยแข็งแรง จึงมีวัสดุอีกชนิดหนึ่งเป็นเซรามิก(ceramic) ที่เป็นอีกทางเลือก โดยมีราคาแพงกว่า แต่สีสวยกว่าใกล้เคียงสีเนื้อฟันจริง และแข็งแรงกว่า การเคลือบฟันแบบนี้ ผู้ที่จะทำต้องแน่ใจพอสมควร เพราะจำเป็นต้องกรอผิวเนื้อฟันด้านหน้าออกประมาณ 0.6-1 มิลลิเมตร หลังจากนั้นแพทย์ก็จะพิมพ์ฟันเพื่อส่งไปทำผิวฟันด้วยวัสดุกึ่งเซรามิกที่แล็ป ให้ได้ตามรูปแบบของฟันจริง แล้วจึงนัดมาติดฟันอีกครั้ง ดังนั้นถ้าตัดสินใจทำเคลือบฟันแล้วเท่ากับต้องยอมรับการเสียผิวเนื้อฟันด้านหน้า และต้องใช้ฟันที่เคลือบไปตลอด หากชำรุดแตกหักก็ต้องซ่อมแซมส่วนที่เคลือบนั้นเพื่อให้ฟันสมบูรณ์ดังเดิม

หลังจากเคลือบฟันแล้วคุณภาพฟันจะแข็งแรงหรือไม่นั้น อยู่ที่สองปัจจัยหลัก คือ หนึ่ง ความสามารถของทันตแพทย์ และสองพฤติกรรมการใช้ฟันของเจ้าของฟัน ผู้ที่เคลือบฟันแล้วต้องใช้ฟันอย่างทะนุถนอมมากยิ่งขึ้น เพราะการเคลือบฟันจะทำให้เนื้อฟันส่วนหนึ่งถูกกรอออกไป แล้วปิดทับด้วยวัสดุดังกล่าว การเคลือบฟันจึงไม่เหมาะกับคนที่นอนกัดฟัน หรือชอบใช้ฟันหน้าบดแทะอาหารแข็งๆ เมื่อเคลือบฟันแล้วควรปรับเปลี่ยนวิธีการรับประทานใหม่ด้วย มิเช่นนั้นอาจทำให้ฟันที่เคลือบไว้แตกชำรุดและต้องกลับมาหาทันตแพทย์ให้ช่วยซ่อมแซมอยู่ร่ำไป

ดังนั้นผู้ที่ฟันมีสีไม่ขาวสวยเหมือนคนอื่น หากต้องการจะปรับเปลี่ยนสีฟัน ด้วยวิธีฟอกสี หรือเคลือบฟัน ก็คงต้องปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะด้านก่อนตัดสินใจ อย่าลืมว่าฟันที่มีสีสวยไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการดูแลให้มีฟันแข็งแรง รักษาสุขอนามัยในช่องปากให้ดีด้วย อย่าให้เหมือนคำพังเพยที่ว่า สวยแต่รูปจูบไม่หอม เสียล่ะ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

Reviews Camcorders.

 

INVariety Copyright © 2009 Cookiez is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template