วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อาการกดเจ็บ ตรงจุดไส้ติ่ง

ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

อาการกดเจ็บ ตรงจุดไส้ติ่ง
คุณหมอครับ ผมมีอาการปวดท้องมาตั้งแต่เย็นวานนี้แล้ว ทีแรกรู้สึกปวดตรงรอบ ๆ สะดือ ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคกระเพาะ ให้ยาลดกรด แก้โรคกระเพาะมากิน ก็ไม่เห็นได้ผล มันปวดทรมาน จนไม่ได้นอนเลยตลอดคืน อาการปวดตอนหลังนี้มันย้ายมาตรง ท้องน้อยข้างขวา เวลาขยับตัว หรือลุกเดิน จะรู้สึกเจ็บปวด มาก ถ้านอนนิ่ง ๆ ก็รู้สึกค่อยยังชั่ว คุณหมอครับ อาการปวดท้องแบบนี้ใช่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบหรือเปล่าครับ ?”
คุณผู้อ่านครับ ถ้าหากคุณหรือคนที่อยู่ใกล้ชิดคุณมีอาการปวดและเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวาแบบนี้ อาการปวดนั้นมีความรุนแรงชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเป็นติดต่อกันหลายชั่วโมง ก็ขอให้สงสัยว่า เจ้าโรคไส้ติ่งอักเสบกำลังถามหาได้เลยครับ
บางคนอาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ใช้ปรอทวัดไข้ดู อาจพบว่ามีไข้ต่ำ ๆ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส มักไม่เกิน 38.5 องศาเซลเซียส)
บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
ถ้าให้คนเจ็บแลบลิ้นยาว ๆ จะเห็นลิ้นเป็นฝ้าขาว
เรามีวิธีตรวจง่าย ๆ แบบชาวบ้าน ๆ เรา คือ ให้คนเจ็บนอนหงาย แล้วใช้มือกดลงตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา โดยเฉพาะตรงจุดไส้ติ่ง (รูปที่..2 ..) ถ้าคนเจ็บรู้สึกเจ็บตรง บริเวณที่กดจนบางคนหน้าเบ้ (รูปที่.. 3...) หรือร้องโอย หรือปัดมือที่กดออก ก็น่าจะนึกถึงโรคไส้ติ่งอักเสบให้มากที่สุด
หากสงสัยว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ทางที่ดีควรหาหมอเสียแต่เนิ่น ๆ ถ้าหมอตรวจว่าเป็นโรคนี้จริง จะได้ทำการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก ซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ง่ายและปลอดภัยมาก สามารถทำตามโรงพยาบาลใกล้ ๆ บ้านท่าน (เช่นโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด) ได้แทบทุกแห่ง
โรคนี้มีข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ต้องได้รับการผ่าตัด ตั้งแต่ระยะแรก ๆ ที่เป็น หากปล่อยไว้เนิ่นนาน มัวแต่รักษากันเอง หรือใช้อะไรมาพอกมาสูญแบบพื้นบ้าน จนกระทั่งไส้ติ่งที่อักเสบนั้นเน่า และแตกมีหนองลามไปทั่วท้อง ก็จะเกิดความยุ่งยากแก่การรักษา เสียเงิน เสียเวลา และเสี่ยงต่อชีวิตโดยใช่เหตุ

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การตรวจร่างกาย (ตอนที่3)

ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ก. การตรวจร่างกายทั่วไป (ต่อ)
ในการสังเกตหน้าตาของคนไข้ นอกจากจะสังเกตลักษณะของหน้าและสีของหน้าดังที่ได้กล่าวถึงในฉบับก่อนแล้ว ถ้าต้องสังเกต “สีหน้า” ของคนไข้อีกด้วย
3.12  “สีหน้า” คือ การแสดงออกทางอารมณ์ที่หน้าตาของคนไข้ การแสดงออกทางอารมณ์ที่หน้าตาของคนไข้ จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้เป็นอย่างดี และช่วยให้การตรวจรักษาต่อไปถูกทางยิ่งขึ้น
ก. หน้าบูดหน้าบึ้ง แสดงว่าคนไข้กำลังไม่สบายใจ กำลังโกรธ เพราะถูกคนขัดใจ หรือเกิดความไม่สมหวัง (ความผิดหวัง) การตรวจรักษาต่อไป จึงควรจะสอบถามจะโดยทรงตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ถึงสาเหตุที่ทำให้คนไข้ไม่สบายใจ และหากได้ช่วยแก้ไขได้
ถึงจะช่วยแก้หาสาเหตุไม่ได้เลย เช่น สามีไปมีภรรยาใหม่ อย่างน้อยการพูดคุยกับคนไข้ในเรื่องนี้ ก็จะช่วยให้คนไข้ได้ระบายความคับแค้นในจิตใจของตนออก ทำให้คนไข้สบายใจขึ้น
ข. หน้ากังวล หน้าเครียด หน้าหงุดหงิด หน้าเศร้า แสดงว่าคนไข้กำลังไม่สบายใจ เพราะห่วงหรือคิดหนักในเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือหลายเรื่องอยู่ เช่น เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว หรือผิดหวังในเรื่องหนึ่งเรื่องใด
การตรวจรักษาต่อไป จึงควรจะสอบถามถึงสาเหตุที่ทำให้คนไข้ไม่สบายใจ และหาทางช่วยแก้ไขให้คนไข้ นอกจากนั้น ก็ควรจะพูดคุยให้กำลังใจ ให้คติสอนใจ และให้คนไข้ได้ขำขัน คนไข้จะได้รู้สึกสบายใจขึ้น อย่างน้อยก็ในขณะที่เรากำลังพูดคุย(ซักประวัติ) และตรวจร่างกายของผู้ป่วยอยู่
ค. หน้าเบื่อ “หน้าเซ็ง” แสดงว่า คนไข้กำลังเบื่อหน่าย ท้อถอยหรือหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรคแห่งชีวิต เพราะเกิดความผิดหวังหรือไม่สมหวังในสิ่งที่ตนตั้งใจ
การตรวจรักษาต่อไป จึงควรจะสอบถามถึงสาเหตุที่ทำให้คนไข้เบื่อหรือเซ็ง และหาทางช่วยแก้ไขให้ ทำให้คนไข้เกิดกำลังใจ และมองเห็นช่องทางที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ อีก
ง. หน้าตื่น แสดงว่า คนไข้กำลังตกใจ กลัว หรือตื่นเต้น เพราะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปทำให้คนไข้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น
การตรวจรักษาต่อไป จึงควรสอบถามถึงสาเหตุที่ทำให้คนไข้กลัวหรือตื่นเต้น เช่น ฝันร้าย คำพยากรณ์ ของหมอดู หรืออื่น ๆ แล้วหาทางปัดเป่าหรือทำให้ความกลัวหรือความตื่นเต้นนั้นคลายลง อาการเจ็บป่วยจึงจะดีขึ้นได้

จ. หน้าเฉย หรือสีหน้าไม่เข้ากับอารมณ์ แสดงว่าคนไข้เป็นโรคจิต(บ้า) หรือแกล้งทำ หรือเป็นโรคสั่นเมื่อว่าง (โรคพาร์กินสัน Parkinson’s disease) หรือ เป็นโรคแรงตกเร็ว (โรคมัยแอ๊สธีเนีย, Myasthenia gravis) จึงควรจะซักถามและตรวจร่างกายให้รู้ว่าคนไข้เป็นโรคอะไรแน่ นอกจากนั้น อาการหน้าเฉย อาจเกิดจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เป็นอัมพาตทั้ง 2 เส้น ซึ่งนาน ๆ จึงจะได้พบสักครั้งหนึ่ง และในกรณีหลังนี้ ผู้ป่วยจะทำปากจู๋ ยิ้มหรือหลับตาให้สนิทไม่ได้

สีหน้าของคนไข้จึงมีความสำคัญที่จะต้องหัดสังเกต เพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคหรือปัญหาของผู้ป่วย และเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจว่า ประวัติที่เราซักได้จากผู้ป่วยนั้น มีความเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด เช่น
ถ้าคนไข้บอกเราว่า “เจ็บท้องมากเหลือเกิน คุณหมอ” แต่สีหน้าและแววตาของคนไข้ยังดูสดชื่นเป็นปกติ ก็แสดงว่า คนไข้นั้นคงจะไม่เจ็บมากนัก หรืออาจจะไม่เจ็บเลยแต่แกล้งบอกเราว่า เจ็บ เป็นต้น
หรือถ้าคนไข้บอกเราว่า “ไม่ค่อยเจ็บหรอกครับ คุณหมอ” หรือ “เจ็บพอทนได้ครับ คุณหมอ” แต่แววตาสีหน้า และท่าทางของคนไข้แสดงความเจ็บปวด หรือเห็นคนไข้กัดฟันเป็นพักๆ (สังเกตได้ที่กล้ามเนื้อข้างแก้ม จะแข็งนูนเป็นสันตั้งแต่หน้าหูลงมาจนถึงมุมขากรรไกรล่าง เป็นพักๆ) ก็แสดงว่าคนไข้กำลังเจ็บมาก แต่คนไข้เป็นคนที่อดทนอย่างยิ่ง ซึ่งพบได้บ่อยในชาวบ้านที่เคยเผชิญกับความทุกข์ยากมาเป็นเวลานาน ความอดทนเช่นนี้ บางครั้งทำให้หมอที่ตรวจคนไข้ เข้าใจผิดไปว่าคนไข้ไม่เจ็บมาก หรือไม่เจ็บ ซึ่งอาจทำให้หมอวินิจฉัยโรคผิดได้

3.13 หน้าตาแสดงโรคต่าง ๆ เช่น
ก. โรคของต่อมธัยรอยด์ (ต่อมคอพอก) เช่น


ก.1 ต่อมคอพอกเป็นพิษ
(thyrotoxicosis หรือ hyperthyroidism) จะทำให้หน้าดุ เพราะตาจะโปนโต (ตาถลน) เห็นตาขาวได้รอบตาดำ (คนปกติที่ลืมตาอยู่ จะไม่เห็นตาขาวรอบตาดำได้ เพราะเปลือกตาบนจะปิดส่วนบนของตาดำไว้) แก้วตา (รูม่านตา) จะขยายกว้าง ทำให้ตาวาวดุกว่าปกติ (ดูรูปที่ 1) ลักษณะตาโปนโตทั้ง 2 ข้างนี้ อาจพบได้ในโรคอื่นบ้าง แต่พบได้น้อยมาก ดังนั้น เมื่อเห็นคนหน้าตาดุ ๆ และตาโปนแววหน้ากลัว จึงต้องคิดถึงโรคต่อมคอพอกเป็นพิษเสมอ



ก.2 ต่อมคอพอกทำงานน้อยกว่าปกติ
(myxedema หรือ hypothyroidism) จะทำให้หน้าฉุ ๆ ผิวหน้าดูพอง ๆ ฟุ ๆ และหยาบ ผมและขนคิ้วแลดูหลาบแห้ง และน้อย ขนคิ้วอาจร่วงมาก หนังตาหนา ทำให้ตาตี่แคบ (ลืมตาได้น้อย) เสียงแหบซ่า ลิ้นโตคับปาก (ดูรูปที่ 2) ลักษณะหน้า
แบบนี้ อาจพบได้ในคนที่เป็นโรคเรื้อรังนาน ๆ โดยเฉพาะ ถ้ามีสารผิดปกติเกิดขึ้น (amylodosis) แต่ถ้าพบหน้าแบบนี้ จะต้องคิดถึงต่อมคอพอกทำงานน้อยกว่าปกติก่อนเสมอ

( รูปที่ 2 หน้าฉุ ในโรคต่อมคอพอกทำงานน้อย )

แต่ถ้าต่อมคอพอกทำงานน้อยกว่าปกติตั้งแต่เกิด (cretinism
) เด็กจะไม่เติบโตเท่าที่ควร ศีรษะจะใหญ่กว่าปกติ ตาห่างจากกันมาก หนังตาหนา ริมฝีปากหนา จมูกแบนหัก ลิ้นใหญ่คับปาก และยื่นออกมาจุกอยู่ที่ปาก นอกจากหน้าตาที่เปลี่ยนไปแล้ว รูปร่างลักษณะอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย เช่น ลำตัวสั้นและหนา ผิวหนังแห้งหยาบ ซีดเซียว ท้องโป่งยื่น, สะดือจุ่นหรือโป่งออกเป็นก้อน มือสั้น นิ้วมือสั้นและนิ้วทั้งห้ายาวเกือบเท่ากัน เสียงแหบ ปัญญาอ่อน และอาจจะหูหนวก หรือเป็นใบ้ด้วย (ดูรูปที่ 3)


( รูปที่ 3 หน้าตาและรูปร่างของเด็กที่ต่อมคอพอพทำงานน้อยมาตั้งแต่เกิด )
ข. โรคคนยักษ์เมื่อโต

(acromegaly) ซึ่งต่างจากโรคคนยักษ์ (gigantism) เพราะโรคคนยักษ์นั้น เกิดจากต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนแห่งความเจริญเติบโตออกมามากเกินไปตั้งแต่ก่อนวัยรุ่น (ก่อนแตกเนื้อหนุ่มแตกเนื้อสาว) ทำให้รูปร่างเจริญเติบโตเหมือนยักษ์ และมีหน้าตาปกติ
ส่วนโรคคนยักษ์เมื่อโตนั้น เกิดจากสาเหตุเดียวกัน แต่เกิดหลังวัยรุ่นแล้ว กระดูกส่วนใหญ่ไม่สามารถงอกยาวออกอีก จึงเติบโตในด้านใหญ่ ด้านกว้างมากกว่าด้านยาว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ศีรษะ หน้าตา และมือ เท้ามากกว่าส่วนอื่น หน้าตาจะมีลักษณะคางใหญ่และยื่น ครึ่งล่างของหน้าดูใหญ่กว่าครึ่งบนรวมทั้งศีรษะ(ดูรูปที่ 4) ซึ่งเมื่อเห็นหน้าตาแบบนี้ จะต้องนึกถึง “โรคคนยักษ์ เมื่อโต” เสมอ
( รูปที่ 4 หน้าตาในโรคคนยักษ์เมื่อโต)



ค. โรคเลือด

โดยเฉพาะโรคของเม็ดเลือดแดง ที่มีส่วนสีแดง (ฮีโมโกลบิน) ผิดปกติ ซึ่งในประเทศไทย เรามีมาก ที่เรียกกันว่า โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ในคนที่เป็นมาก ใบหน้าจะผิดปกติชัดเจน มีลักษณะแบบที่เรียกว่า หน้ามองโกล (mongoloid facies) โดยจะมีโหนกแก้มสูง ตาค่อนข้างเล็กยาว ตาทั้งสองห่างจากกันกว่าคนปกติ สันจมูกแบนราบ (จมูกหัก) ผิวหน้ามักจะขาวเหลือง เพราะซีดและเม็ดเลือดแดงแตกทำลายมาก เลยทำให้แลดูเหลือง (ตาเหลืองตัวเหลือง) ถ้าเป็นนาน ๆ ผิวหน้าจะคล้ำดำและซีดเหลือง นอกจากหน้าตาที่ผิดปกติแล้ว รูปร่างของคนที่เป็นโรคนี้จะแคระแกร็น เตี้ยกว่าคนในอายุเดียวกัน ท้องส่วนบนจะโป่ง เพราะตับโตและม้ามโต (ดูรูปที่ 5)
โรคนี้สืบทอดทางกรรมพันธุ์ แบบธรรมดาอย่างอ่อน (autosomal recessive) คือถ้าพ่อและแม่เป็นโรคนี้ ลูกทั้งหมดจะเป็นโรคนี้ แต่ถ้าพ่อหรือแม่เพียงคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้โดยที่อีกคนหนึ่งไม่มีเชื้อนี้อยู่ จะไม่มีลูกคนใดเป็นโรคนี้เลย
ง. โรคกระดูกอ่อนไม่เจริญ (achondroplasia) ใบหน้าจะมีลักษณะสี่เหลี่ยมใบหน้าใหญ่เพราะศีรษะใหญ่ ดั้งจมูกหัก นอกจากนั้น รูปร่างจะเตี้ยแคระ ลำตัวใหญ่ แต่แขนขาสั้นและโค้งงอ ดั้งจมูกหัก เอวแอ่นไปข้างหน้า ทำให้สะโพก (ก้น) งอนไปข้างหลังมาก (ดูรูปที่ 1 และรูปที่ 2 ในเรื่อง “มาเป็นหมอกันเถิด” ใน”หมอชาวบ้าน” ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2523)
จ. โรคหน้าผี (ectodermal dysplasia) ใบหน้าจะมีการเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้มีลักษณะเหมือนหน้าผี (ดูรูปที่ 6) ผมบาง (ศีรษะอาจล้าน) เส้นอาจจะมีขนาดเล็ก บางและเปราะ หูอาจจะตึงหรือหนวก โรคนี้มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้หลายแบบ อาจจะเป็นแบบธรรมดาอย่างแรง (autosomal dominant) หรืออย่างอ่อน (autosomal recessive) หรือแบบผ่านทางเชื้อเพศ (X-linked) ทำให้ใบหน้ามีลักษณะคล้ายกันแม้จะไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันเลย


ฉ. โรคเอสแอลอี (systemic lupus erythematosus) ซึ่งจะมีผื่นแดงคล้ายรูปผีเสื้อที่บริเวณหน้า โดยส่วนที่เป็นตัวผีเสื้อ คือ ผิวหนังที่อักเสบแดงตรงบริเวณดั้งจมูก ส่วนที่เป็นปีกผีเสื้อ คือ ผิวหนังที่อักเสบแดงตรงบริเวณดั้งจมูก ส่วนที่เป็นปีกผีเสื้อ คือ ผิวหนังที่อักเสบแดงจรงบริเวณแก้ม หรือโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง (ดูรูปที่ 7)โรคเอสแอลอีเป็นโรคภูมิแพ้อย่างหนึ่ง ทำให้มีอาการปวดข้อ มีไข้ อาจจะมีอาการหน้าบวม เท้าบวม ผมร่วง หอบเหนื่อยชัก และหมดสติได้

( รูปที่ 7 หน้าตาคนไข้โรคเอสแอลอี )

ช. โรคลิ้นหัวใจตีบ โดยเฉพาะลิ้นไมตรัลตีบ (mitral stenosis) ถ้าเป็นมาก จะทำให้หน้าและริมฝีปากเขียว (เขียวในที่นี้ หมายถึงสีม่วงดำหรือม่วงคล้ำ) บริเวณโหนกแก้ม อาจจะมีฝ้าสีม่วง หรือสีคล้ำร่วมด้วย ซึ่งจะคล้ายกับฝ้าที่หน้าของหญิงตั้งครรภ์บางคน แต่ผิดกันตรงที่ฝ้าที่หน้าของหญิงตั้งครรภ์ จะมีสีออกไปทางสีน้ำตาล และหน้าตลอดจนริมฝีปากจะไม่เขียว นอกจากนั้น ฝ้าที่หน้าของหญิงมีครรภ์ จะจางหายไปเมื่อคลอดแล้ว


ซ.
โรคเรื้อน
(leprosy) ทำให้ใบหน้ามีลักษณะแบบที่เรียกกันว่า หูหนาตาเล่อ ถ้าเป็นมาก ผิวหนังจะขรุขระ เป็นตะปุ่มตะป่ำ หูหนา คิ้วร่วงโคนคิ้วปูด หนังตาบวม ทำให้ตาเล็กแคบ อาจจะมีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม ในส่วนที่เป็นแผล บางคนจะมีนิ้วมือนิ้วเท้ากุด และมีแผลน้ำเหลืองเยิ้มตามตัวด้วย (ดูรูปที่ 8)

3.14 หน้าตาแสดงภาวะผิดปกติต่าง ๆ เช่น
ก. ภาวะเส้นประสาทสมองเส้นที่ 3 พิการ ทำให้หนังตาตก ลืมตาข้างนั้นได้ยากภาวะนี้เกิดจากโรคหลายอย่าง ที่ทำให้เส้นประสาทสมองเส้นที่ 3 ได้รับการกระทบกระเทือน เช่น โรคแรงตกเร็ว (myasthenia gravis) ซึ่งอาจจะทำให้หนังตาตกทั้ง 2 ข้าง หรือตกข้างเดียวก็ได้ โพรงเลือดดำในสมองอักเสบ (cavernous sinus thrombo-phlebitis) ซึ่งจะทำให้หน้าข้างนั้นอักเสบแดง และบวมด้วย (ดูรูปที่ 9)
ข. ภาวะเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 พิการ ทำให้หน้าเบี้ยว นั่นคือ หน้าข้างที่พิการนั้น จะดูเรียบกว่าปกติ ไม่มีรอยย่นของผิวหนังเหมือนข้างที่ดี มุมปากของหน้าข้างนั้นจะตก ทำให้น้ำลายไหลออกมาทางมุมปากด้านนั้น ตาข้างนั้น อาจจะหลับได้ไม่สนิท ส่วนหน้าข้างที่ดี จะดูย่นและดูคล้ายจะดึงข้างที่เสียเข้าไปหาตัว หน้าตาจึงดูเบี้ยว ถ้าให้แยกเขี้ยวยิงฟัน หรือยิ้มหรือทำปากจู๋ หน้าข้างที่ดีเท่านั้น จะทำได้ ส่วนข้างที่เสียจะอยู่เฉยและจะถูกดึงไปโดยข้างที่ดีด้วย (ดูรูปที่ 10)
ภาวะนี้พบได้ในหลายโรคที่ทำให้เกิดการกดทับการทำลายหรือการอักเสบของประสาทสมองเส้นที่ 7
ค. ภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งเกิดได้จากหลายโรค ทั้งที่เป็นกรรมพันธุ์ หรือโรคที่เกิดจากเชื้อโรค จากการขาดอาหารจากการชักบ่อย ๆ เพราะไข้สูงในวัยเด็ก และอื่น ๆ หน้าตาของคนปัญญาอ่อน อาจจะดูอ่อนหรือแก่กว่าอายุ แต่จะดูทึ่มหรือไร้เดียงสา ศีรษะอาจจะใหญ่ หรือเล็กกว่าปกติ หน้าผากอาจจะแคบ ตาเบิ่งหรือเหม่อมองโดยไม่เข้าใจความหมาย แววตาอาจจะกระด้างและเย็นชา ถ้าได้สังเกตดูสักพัก ก็จะเห็นอากัปกิริยาท่าทางที่ช่วยสนับสนุนภาวะปัญญาอ่อนได้
การฝึกสังเกตหน้าตาและลักษณะต่าง ๆ ให้แม่นยำ ดังตัวอย่างที่ได้นำมาแสดงไว้ในหัวข้อต่าง ๆ ถึง 14 หัวข้อ จะช่วยทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วขึ้น และช่วยทำให้เป็นหมอที่สมบูรณ์ขึ้น เพราะแววตาและหน้าตาของคนไข้จะเป็นกระจกสะท้อนถึงจิตใจ ความไม่สบายใจ ความพอใจ ความกังวลใจ ฯลฯ ของผู้ป่วย ทำให้เราสามารถให้การดูแลรักษาได้ถูกต้อง เพราะการดูแลรักษาที่ดีนั้น จะต้องประกอบด้วยการดูแลรักษาทั้งทางกายและทางใจ ควบคู่ไปด้วยกันเสมอ

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

งูสวัด พันรอบเอวแล้วตายจริงหรือ?

ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

งูสวัด พันรอบเอวแล้วตายจริงหรือ?

“ลุง รีบไปให้หมอแฉ่งพ่นเถอะ ขึ้นเป็นเม็ดเรียงกันเป็นทางยาวแบบนี้ ใช่งูสวัดแน่ ๆ เลย ขืนชักช้า ปล่อยให้มันลามรอบเอวเมื่อไหร่ มีหวังต้องต่อโลงแน่.....”
“ลุง ไปซื้อยาผงแก้งูสวัดจากร้านขายยาไทย มาทาเถอะ วันก่อนลูกชายฉันก็เป็นแบบนี้ ใช้ยาไทยได้ผลมาแล้ว......”
“ลุง เอาใบเสลดพังพอน ตำกับน้ำข้าวโปะตรงที่เป็นนั่นแหละ รับรองภายใน 2-3 วัน เม็ดพวกนี้จะยุบหมด......”
เช้าวันหนึ่ง ลุงจ้อน นอนตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว และมีอาการปวดตรงเหนือสะดือ ร้าวมาที่ชายโครงด้านขวา หลายวันมานี้ แกก็ไม่ได้ไปหกล้มกระแทกถูกอะไรมา มองดูก็ไม่เห็นมีฝีหรือแผลพุพองขึ้นแต่อย่างใด
“เอ หรือ จะเป็นโรคหัวใจ?” ลุงเคยได้ยินลูก ๆ พูดว่า คนแก่ที่มีอาการเจ็บหน้าอกนั้น บางทีก็เกิดจากโรคหัวใจได้ ตกบ่าย ลุงจ้อนจึงไปหาหมอที่คลินิก
หมอตรวจดูแล้ว ก็ไม่พบว่าอาการที่เป็นนั้น มีสาเหตุจากอะไรกันแน่ หมอเพียงแต่รับรองกับลุงว่า
อาการปวดนี้ ไม่ใช่โรคหัวใจหรอกครับ”
แล้วก็ให้ยาแก้ปวดลดไข้ ให้ลุงกลับไปกิน
อีกสองวันต่อมา ลุงจ้อนก็สังเกตเห็นมีตุ่มน้ำใส ๆ พุขึ้นตรงใต้ราวนม และค่อย ๆ พุมากขึ้นเป็นทางยาว จากบริเวณเหนือสะดือมาที่ชายโครงด้านขวา ซึ่งตรงกับตำแหน่งที่ปวดนั้นพอดี
นี่แหละคือ อาการของงูสวัด ซึ่งเป็นโรคที่ชาวบ้านเรารู้จักมักคุ้นกันดี
ใครที่เป็นงูสวัด ก็จะถูกทักและแนะนำให้รักษาแบบพื้นบ้าน ดังที่ลุงจ้อนถูกมาแล้วข้างต้นนั่นแหละ
พันรอบเอวแล้วตายจริงหรือ?
ชาวบ้านเรามีความเชื่อว่า ถ้างูสวัดขึ้นรอบเอวแล้ว มีหวังตาย
ข้อนี้ เท็จจริงอย่างไรนั้น ผู้เขียนคงยืนยันไม่ได้ เพราะยังไม่เคยเห็นคนที่เป็นงูสวัดชนิดพันรอบเอวสักที และก็ยังไม่เคยเห็นคนที่ตายจากโรคนี้สักคน
ในตำราแพทย์ก็บอกไว้ว่า งูสวัดมักจะขึ้นเพียงซักหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น จะไม่ลามข้ามไปขึ้นอีกซีกหนึ่ง
งูสวัดเป็นโรคที่เกิดเนื่องจากมีเชื้อไวรัส (ชนิดเดียวกับ เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสนั่นแหละ) เข้าไปทำให้มีการอักเสบของผิวหนังในบริเวณนั้น เกิดเป็นตุ่มน้ำใส ๆ ขึ้น เรียงเป็นทางยาวไปตามแนวเส้นประสาท ดูคล้ายงูเลื้อย คนไทยเราจึงเรียกอาการแบบนี้ว่า งูตระหวัด หรือ สวัด ฝรั่งเรียกว่า เฮอร์ปี่ซอสเตอร์ (Herpes zoster) ฟังแล้วทำให้มองเห็นภาพพจน์สู้ชื่อแบบไทย ๆ เราไม่ได้
โรคนี้จัดว่า เป็นโรคที่เป็นเองหายเองได้ ถ้าไม่มีโรคแทรก ตุ่มจะค่อย ๆ ยุบแห้งเป็นสะเก็ด ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ถ้าเป็นในคนอายุมาก ก็อาจหายช้าสักหน่อย อาจกินเวลานาน 4-5 สัปดาห์ก็ได้
โรคแทรกที่พบได้บ่อย ก็คือ มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปผสมโรง ทำให้ตุ่มเป็นหนอง หายช้าและอาจกลายเป็นแผลเป็นได้ ส่วนมากจะพบเป็นที่บริเวณทรวงอก ซีกหนึ่งซีกใด แต่ก็อาจขึ้นที่แขน ขา หรือใบหน้าได้ถ้าเป็นที่หน้า อาจลามเข้าตา ทำให้ตาอักเสบ หากรักษาไม่ดี อาจทำให้ตาบอดได้โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักจะไม่เป็นซ้ำอีก เช่นเดียวกับอีสุกอีใส


เมื่อเป็นงูสวัด จะรักษาอย่างไร?

ก่อนอื่น อย่าได้ตกอกตกใจไปตามคำทักของชาวบ้าน อันตรายของโรคนี้ จริง ๆ แล้วมีไม่มาก เพียงแต่ชื่อมันฟังดูน่ากลัวเท่านั้นเอง

การดูแลรักษา
ให้ดูแลรักษาไปตามอาการ คือ ถ้ารู้สึกปวดหรือมีไข้ ให้กินยาแก้ปวดลดไข้ เช่น แอสไพริน หรือ พาราเซตาม่อล ครั้งละ 1-2 เม็ด (เด็กครั้งละ ครึ่งถึงหนึ่ง เม็ด), ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง และทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (หรือ คาลาไมน์โลชั่น)
ควรระวังรักษาผิวหนังในบริเวณที่มีงูสวัดขึ้นให้สะอาด
ถ้าไม่มีโรคแทรก ก็ใจเย็น ๆ รอไปสัก 2-3 สัปดาห์ ตุ่มก็จะค่อย ๆ ยุบแห้งเป็นสะเก็ดได้เอง
ถ้าตุ่มกลายเป็นหนอง ให้กินยาปฏิชีวนะ ผู้ใหญ่ให้กินเตตร้าซัยคลีน (แค็ปซูลละ 1 บาท) ครั้งละ 2 แค็ปซูล หรือ ถ้าไม่แพ้ยาพวกเพนนิซิลลิน ก็ให้ยาเม็ดเพนวี (ขนาด 4 แสนยูนิต เม็ดละ 0.75-1 บาท) ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 4 ครั้ง เด็กให้กินยาเม็ดเพนวี (ขนาด 2 แสนยูนิต เม็ดละ 50 สตางค์) ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 4 ครั้ง นาน 7-10 วัน
แต่ถ้ามีอาการรุนแรง (เช่น เป็นหนองเฟะ หรือปวดรุนแรง) หรือ งูสวัดขึ้นที่ตา ก็ควรจะไปหาหมอเสียแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าครับ
ส่วนวิธีการรักษาแบบพื้นบ้านนั้น ผู้เขียนไม่เคยมีประสบการณ์ ข้อควรระวังก็คือ หากจะใช้สมุนไพร ทาหรือโปะ ก็ขอให้รักษาความสะอาดให้มาก ๆ ด้วย ใครที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ หากจะเขียนมาเล่าสู่กันฟังใน “หมอชาวบ้าน” ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเรามากเลยครับ

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ผู้โดยสารขาเข้า

ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ฉบับก่อน “ทหารพีของอาโก” เล่าเรื่องสนามบิน หรือปอดของอาโกมาแล้ว แต่ผมก็คงต้องเท้าความสักหน่อย เพื่อให้เรื่องมันปะติดปะต่อกัน อาโกหรือปอดของอาโก มีจ้าวโรคอาศัยอยู่จำนวนมากคือเชื้อ วัณโรค ขณะที่อาโกไอ ฟองน้ำลายจะกระจายไปในอากาศ พร้อมกับพาเอาเชื้อวัณโรคติดไปกับละอองน้ำลายด้วย เหมือนกับการเป่าน้ำสบู่ด้วยหลอดกาแฟ ทหารพีของอาโกเรียกวัณโรคที่ติดไปกับละอองน้ำลายว่า ผู้โดยสารขาออก

รูปภาพเชื้อวัณโรค

จริง ๆ นะครับ วัณโรคเป็นผู้โดยสารขาออกของสนามบินปอดอาโก เพราะส่งออกไปนอกประเทศ หรือนอกตัวอาโก วัณโรคเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแท่ง ย้อมไม่ติดสีธรรมดา แต่จะติดสีพิเศษ การดำรงชีพก็แตกต่างกว่าแบคทีเรียทั่ว ๆ ไป คือการเจริญเติบโตของมันจะช้ากว่า จะแบ่งตัวแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 4 วัน ส่วนแบคทีเรียธรรมดา การแบ่งตัวเกิดขึ้นในเวลาเป็นนาที หรือชั่วโมงเท่านั้น วัณโรคพบมากในประชากรไทย โดยเฉพาะในที่ที่มีคนอยู่หนาแน่น เช่น กรุงเทพฯ เรียกว่าทุก ๆ คนเคยได้รับเชื้อวัณโรคมาแล้วทั้งนั้น แต่การจะเกิดโรคหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย การต่อต้านเชื้อของแต่ละคน จำนวนของเชื้อที่ได้รับเข้าไปในร่างกาย และความรุนแรงของเชื้อประกอบกันด้วย
เมื่อตรุษจีนปีนี้เอง หมวยใหญ่พาลูก 2 คนมาอยู่ด้วย เพราะมีความยุ่งยากเกี่ยวกับครอบครัว บ้านอาโกเป็นเพียงห้องแถวแคบ ๆ หมวยใหญ่และลูก ๆ ก็ต้องนอนห้องเดียวกับอาโก ลูกคนโตชื่อตี๋ใหญ่ อายุประมาณ 6 ขวบ ซึ่งแรงกำลังซน ส่วนคนเล็กชื่อหมวยเล็ก อายุเพิ่ง 2 ขวบ ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ชอบเจ็บไข้บ่อย ๆ อาโกรักหลานทั้งสองมาก มักจะหมั่นดูแลอุ้มชูเสมอ ๆ อาโกไม่เคยรู้ตัวเองเลยว่าเป็นวัณโรคและก็ไม่รู้วิธีป้องกันด้วย จึงไอ จาม โดนหลานทั้งสองเป็นประจำ
ผู้โดยสารขาออกของอาโกกำลังกลายเป็นผู้โดยสารขาเข้าไปสู่สนามบิน ปอดของเด็กทั้งสองแล้วละครับ เจ้าหนูทั้งสองต่างก็สูดเอาเชื้อวัณโรค ผ่านจากจมูกเข้าคอผ่านหลอดเสียง เข้าไปในหลอดลม และเข้าไปในถุงลมแล้วก็ติดอยู่ที่นั่น จ้าวโรควัณโรคมีความสามารถเกาะติดผนังถุงลม และเข้าไปในเนื้อเยื่อของปอด ทหารพีของถุงลม (Alveolar macrophage) เห็นเข้าก็รีบตะโกนกันต่อ ๆ ไปว่า สนามบินถูกข้าศึกบุก เกิดการรวมพลต่อต้าน การต่อต้านของทหารพีคือ กิน กิน กิน จับเชื้อวัณโรคกินกันใหญ่ ผมว่าคงอร่อย โดยทหารพีหลงกลข้าศึก คิดว่ากินแล้วจะกลืนได้สบาย ที่ไหนได้เจอเอากระดูกชิ้นใหญ่ กลืนไม่ลงเลยครับ ทหารพีฆ่าวัณโรคที่กินเข้าไปไม่ได้ แถมยังถูกวัณโรคที่อยู่ในท้องทหารพี ใช้ทหารพีเป็นอาหารเลี้ยงตัวเองจนอ้วนพี แล้วก็แบ่งตัวหรือเรียกง่าย ๆ ว่า ออกลูกออกหลานในตัวทหารพีนั่นแหละครับ ทหารพีชักแย่แล้ว ต้องถอยกรูดไปหาต่อมน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองของแต่ละคนก็มีความสามารถแตกต่างกันไป เช่น ของตี๋ใหญ่ และ หมวยเล็ก เป็นต้น
ตี๋ใหญ่เป็นเด็กสุขภาพดี กลไกของการต้านทานโรคอยู่ในเกณฑ์ดี ต่อมน้ำเหลืองของตี๋ใหญ่สามารถ
ล้อมเก็บเอาตัวแบคทีเรียไว้ได้ ไม่กระจายไปที่อื่น แต่วัณโรคยอดอดทน ยังมีชีวิตอยู่ในต่อมน้ำเหลืองนั้นได้ โดยตี๋ใหญ่ไม่ได้เกิดอาการหรือโรควัณโรคเลย เหมือนกับการเก็บเอาเชื้อไว้ในกล่องที่ปิดฝาสนิทนั่นแหละครับ ส่วนหมวยเล็กอายุเพิ่ง 2 ขวบ สภาพการป้องกันโรคยังไม่แข็งแรงพอ แถมยังอ่อนแอกว่าเด็กอื่น ๆ ด้วย เมื่อได้รับเชื้อ ทหารพีของหมวยเล็กมีการต่อต้านแบบเดียวกับตี๋ใหญ่ในระยะแรก ๆ แต่ต่อมาเชื้อโรคทำให้ทหารพี ท้องแตกตาย แล้วมาอยู่ภายนอกเซลล์ ทหารพี ทั้งบริเวณต่อมน้ำเหลืองและเนื้อปอด ไม่สามารถเก็บกักจ้าวโรคได้ ทำให้มันแพร่ออกไป ๆ
เนื้อปอดของหมวยเล็กเริ่มถูกทำลายลง ทำให้เกิดการตายของเซลล์ต่าง ๆ ของเนื้อปอด เกิดเป็นสารเละ ๆ สีเหลือง (Caseation-คาสิเอชั่น) คล้ายไข่แดงของไข่เค็มดิบ หมวยเล็กโชคไม่ดีครับ แนวป้องกันอ่อนแอมาก วัณโรคก็แบ่งตัวตามชอบใจ มีการแพร่กระจายไปจนเข้าหลอดเลือดดำ เชื้อวัณโรคก็กระจายไปตามเส้นเลือดดำทั่วปอดได้ การแพ้สงครามแบบนี้ พบมากในเด็กที่ไม่เคยได้รับเชื้อวัณโรคมาก่อนเลย นอกจากกระจายไปทั่วปอดแล้ว ยังกระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ได้ด้วย รวมทั้งน้ำไขสันหลังทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งอาจตายหรือพิการได้

ส่วนตี๋ใหญ่น้าของผม เมื่อทหารพีกินวัณโรคเข้าไปแล้ว เชื้อจะแบ่งตัวเจริญได้ในตัวทหารพี แต่ทหารพีก็แน่นะครับ รีบส่งข่าวบอกพวกผมทหารที (T-lymphocyte-ทีลิมโฟซัยท์) ให้รีบมาล้อมรอบวัณโรคไว้ เพราะทหารพีเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เหมือนหน้าด่านแตกแหละครับ นอกจากจะส่งข่าวดาวเทียมบอกผมแล้ว ทหาร-พียังแปลงกายเป็นยักษ์ (Giant cell) ช่วยกันต่อสู้วัณโรค ตอนนี้วัณโรค, ทหารยักษ์ อยู่ตรงกลาง มีทหารทีตัวอ่อนๆ มากมายล้อมรอบไว้อย่างแน่นหนา พวกผมมีฤทธิ์นะครับ ไม่ได้มาล้อมเอาไว้เฉย ๆ ผมสามารถปล่อยพิษหรือจะเทียบกับก๊าซพิษก็ได้ครับ เพราะพิษของผมจะทำลายทุกอย่างที่อยู่ใกล้ แม้แต่เซลล์ของตัวนายผมเอง พิษของผมเข้าทำลายเซลล์เชื้อโรคได้ แต่นั่นแหละครับ ถึงจะมีพิษอย่างไรจ้าวโรคก็ยังไม่ตายหมด เพราะพิษของพวกผมเข้าไปได้ไม่ถึงทุกตัว บางตัวจึงยังมีชีวิตอยู่ได้นาน โดยที่มีพวกผมล้อมไว้ นาน ๆ เข้า ร่างกายก็ส่งธาตุหินปูน หรือ แคลเซี่ยมมาล้อมให้แน่นหนาขึ้น นายเชื้อวัณโรคก็เลยอยู่ในปอดของนายผมเฉย ๆ ทำอะไรกันไม่ได้
คุณเห็นไหมครับ สนามบินเป็นทางติดต่อกับโลกภายนอก คุณควรรักษาไว้ให้แข็งแรง วิธีรักษาก็พูดง่ายครับ แต่ทำยากส์ คือ พยายามหายใจในอากาศบริสุทธิ์ เห็นไหมครับแค่ข้อเดียว ชาวกรุงก็ไม่มีทางจะทำได้แล้ว เพราะไม่มีทางจะหนีท่อควันไอเสียไปได้ แต่ท่านที่อยู่ต่างจังหวัดก็นับว่าโชคดีครับ เพราะมีแต่อากาศบริสุทธิ์สดชื่นตลอดเวลา พยายามสูดหายใจแรง ๆ ทั้งเข้าและออกทุก ๆ เช้า เพื่อบริหารปอดให้แข็งแรงอีกอย่างหนึ่งครับ อย่าพยายามพาก๊าซพิษจากบุหรี่มารมปอดนะครับ เพราะก๊าซพิษจากบุหรี่จะทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจและยังมีพิษอีกหลายอย่างครับ

ภาคพิเศษ
วัณโรค ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Tuberculosis (ทูเบอคูโลลิส) หรือชื่อย่อว่า T.B. (ทีบี) ครับ เชื้อวัณโรค คือ Mycobacterium tuberculosis (มัยโคแบคทีเรียมทูเบอคูโลลิส) เป็นแบคทีเรียชนิดแท่ง ติดสีกรัมไม่ดี แต่จะติดสีที่ย้อมพิเศษ คือ ติดสี Acid fast (แอสิด ฟาสต์) บางครั้งจึงอาจถูกเรียกรวม ๆ ว่า Acid fast bacilli (แอสิด ฟาสต์ บาซิลไล) ทางเข้าของเชื้อวัณโรค คือ หายใจเข้าไปสู่ปอด ส่วนใหญ่ T.B. (ทีบี) มักเป็นบริเวณปอด แต่อาจเกิดที่อื่น ๆ ได้ เช่น ต่อมทอนซิล, ลำไส้, ต่อมน้ำเหลือง, สมอง, วัณโรคเป็นโรคที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ
เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเม็ดเลือดขาว และ Macrophage (แม็คโครเฟก) จับกิน แต่วัณโรคเป็นเชื้อที่สามารถเจริญเติบโตใน Macrophage ได้ และทำให้เซลล์แตกได้ ร่างกายจะมีการต่อต้านต่อเชื้อโรคโดยการที่พยายามทำลายเชื้อวัณโรค Macrophage จะกระตุ้นให้ T-lymphocyte (ทีลิมโฟซัยท์ หรือ เซลล์ที) เปลี่ยนแปลงเป็นตัวอ่อนล้อมรอบเชื้อและเซลล์ทีตัวอ่อนสามารถปล่อย สารลิมโฟไคเนส (Lymphokines) ซึ่งเป็นสารพิษต่อเซลล์หรือทำลายเซลล์ที่อยู่ใกล้มันทุกชนิดได้ ทั้งแบคทีเรียและเซลล์ของตัวผู้ป่วยเองด้วย การทำลายเซลล์ทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งกระบวนการแพ้เรียกว่า Delayed-type (ดีเลย์-ทัยพ์)
ผู้ที่ได้รับเชื้อวัณโรคครั้งแรก ส่วนใหญ่ร่างกายจะต้านทานไว้ได้ แต่เชื้อวัณโรคก็จะไม่ตาย เพียงแต่ถูกล้อมเอาไว้ไม่ให้เจริญเติบโตได้ แต่ถ้าต้านทานไม่ได้ เชื้อจะเจริญมากขึ้น และมักจะกระจายไปตามเส้นเลือดดำของปอด ทำให้แพร่กระจายจากส่วนกลางไปยังชายปอด เป็นแบบ Miliary tuv\berculosis (มิลิอารี่ ทูเบอคูโลลิส) หมายความว่า เป็นวัณโรคชนิดแพร่ไปทั่วตัว ส่วนในผู้ที่มีความต้านทาน จะมีวัณโรคอยู่ในร่างกาย แต่จะมีกระบวนการต่อต้านแบบ Granulomatous type (แกรนนูโลมาตัส) จะเปลี่ยนแปลงเป็น Giant cell (เซลล์ยักษ์) อยู่บริเวณเชื้อวัณโรค และมีพวก Lymphocyte (ลิมโฟซัยท์) ล้อมรอบ ต่อไปก็จะมี Fibrous tissus (ไฟบรัส ทิสชู หรือ เนื้อเยื่อเส้นใย) และแคลเซี่ยม (หินปูน) ไปล้อมไว้อีกทีหนึ่ง เชื้อวัณโรคจะยังคงไม่ตาย แต่จะถกล้อมกรอบไว้ ส่วนใหญ่เชื่อว่า วัณโรคที่เกิดขึ้นในผู้ใหญ่ ร้อยละแปดสิบเกิดจากเชื้อวัณโรค ที่ผู้ป่วยมีอยู่ในตัวเอง ส่วนน้อยหรืออีกประมาณร้อยละยี่สิบ เกิดจากการได้รับเชื้อเข้าไปใหม่
การป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคในตัวเรา แพร่กระจายทำให้เกิดโรคได้ ควรหมั่นออกกำลังกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์, ไข่, นม, น้ำเต้าหู้, หรือน้ำนมถั่วเหลือง ตื่นเช้าหายใจเข้าและออกแรงๆ วันละ 10 ครั้ง และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นพิษต่อปอด คือ ไอเสียทุกชนิด ส่วนผู้ที่กำลังเป็นวัณโรคอยู่แล้วควรทำความเข้าใจว่าเชื้อวัณโรคเจริญช้า การรักษาต้องใช้เวลานานเป็นปี ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจอย่างดี จึงจะหายจากโรคนี้ได้ การป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่น การไอ, จาม ควรใช้ผ้าปิดปากจมูกทุกครั้ง บ้วนแสลดลงในกระโถนหรือถุงพลาสติกและถ้าทำได้ควรใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปด้วย เช่น น้ำยาไลโซล (มีขายตามร้านขายยาทั่วไป) เอาละครับ ผมขอลาไปก่อน
 

สวัสดีครับ
                                                                                                      นายทหารที

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การตรวจร่างกาย (ตอนที่ 2)

ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

“ประชาชนทั่วไปสามารถจะเรียนรู้การเป็นหมอรักษาตนเอง และญาติมิตรได้ โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บที่พบอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70-80) จะรักษาได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือที่พิเศษพิสดารอะไร เรื่อง “มาเป็นหมอกันเถิด” จะชี้แจงวิธีที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองจนเป็นหมอได้ เราจะเสนอท่านเป็นประจำ เริ่มลงตั้งแต่ฉบับที่ 1 ปีที่ 1”

การตรวจร่างกาย (ตอนที่ 2)

ก. การตรวจร่างกายทั่วไป (ต่อ)

เมื่อเราใช้ตาสังเกตอากัปกิริยาและลักษณะของคนไข้ว่า เป็นคนไข้ที่กำลังเจ็บหนักดังที่ได้กล่าวถึงในครั้งก่อนแล้ว เราก็จะต้องรีบให้การดูและรักษาคนไข้ทันที อย่ามัวไปเสียเวลาซักประวัติหรือตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพราจะทำให้คนไข้ถึงแก่กรรม (ตาย) ได้ เช่น

ถ้าเราเห็นคนไข้ถูกหามเข้ามาหาเราโดยไม่รู้สึกตัวเลย (หมดสติ หรือโคม่า) ต้องรีบจับชีพจรที่ขาหนีบ หรือที่ข้างคอทันที เพื่อดูว่ายังมีชีพจรที่ขาหนีบ หรือที่ข้างคออยู่หรือไม่ (ดูรูปที่ 1 และ 2)

ถ้าไม่มี ให้ถือว่าหัวใจหยุดเต้น รีบทุบลงตรงหน้าอกแรง ๆ สัก 1-2 ที ถ้าทุบแล้ว คนไข้ยังไม่รู้สึกตัว หรือยังคลำชีพจรไม่ได้ รีบเป่าปากช่วยการหายใจ และช่วยนวดหัวใจ (ดูรูปที่ 3) จนกว่าหัวใจของคนไข้จะเต้นได้เอง จนคลำชีพจรได้

ถ้าคนไข้ยังมีชีพจรอยู่ แต่หมดสติและไม่รู้สึกตัวเลย ควรจะฉีดน้ำตาลกลูโคสเข้าเส้นทันที (ฉีดกลูโคส 50% ประมาณ 100 ซี.ซี. เข้าเส้นทันที) ถ้าไม่มีกลูโคส 50% อาจให้น้ำเกลือ (น้ำเกลือที่มีน้ำตาลกลูโคสอยู่ด้วย) เข้าเส้นหรือถ้าคนไข้ยังพอกลืนเองได้โดยไม่สำลัก ให้ใช้น้ำหวานหรือน้ำละลายน้ำตาลให้คนไข้กินไปก่อนทันที

ถ้าคนไข้เลือดออกมาก ให้ใช้นิ้วมือหรือส้นมืดกดลงบนบาดแผลที่มีเลือดออกนั้นจนเลือดหยุด

ถ้าคนไข้มีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวให้คนไข้ และอาจใช้พัดลมช่วยเป่าด้วย

ถ้าคนไข้ไม่หายใจ หรือหายใจลำบาก ก็ต้องช่วยหายใจ โดยการใช้พัดลม หรือการเป่าปากหรืออื่นๆ

การดูแลรักษาคนไข้ที่มีปัญหาต่างๆ จะกล่าวถึงอย่างละเอียดในภาคที่ 3 เมื่อภาคการซักประวัติและการตรวจร่างกายได้สิ้นสุดลงแล้ว

เมื่อเราใช้ตามองดูคนไข้แล้วไม่เห็นลักษณะหนึ่งลักษณะใดที่จะเข้าได้กับลักษณะของการเจ็บหนัก เราก็ใช้ตาและหูของเราตรวจคนไข้ต่อไปโดยดู

1. กิริยาท่าทางของคนไข้ เช่น

1.1 ลักษณะการเดิน การเดินของคนปกติเป็นอย่างไร คงจะได้สังเกตกันอยู่แล้ว บางคนอาจจะเดินขาถ่าง บางคนอาจจะเดินหนีบขา บางคนเดินแบบทหาร บางคนเดินแบบขย่มธรณี (เดินเขย่งปลายเท้า) และอื่นๆ การเดินเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นสิ่งปกติที่แตกต่างกันได้ในแต่ละคนเหมือนกับรูปร่างหน้าตาของคนเราที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเมื่อใด ลักษณะการเดินนั้นแปลกออกไปมาก เช่น

การเดินเข้าถ่าง (เดินเข่าถ่างออกจากันมาก) เหมือนพวกโคบาล (เคาบอย) ที่ขี่ม้าเป็นประจำตั้งแต่เด็กๆ ก็จะเดินเข่าถ่างได้ เพราถูกท้องม้าดันไว้ พวกนี้ถ้าให้ยืนตรงขาชิดกัน ก็จะเห็นได้ว่าเข่าห่างจากกันมาก แต่ส่วนใหญ่แล้ว อาการเข่าถ่างเกิดจากเมื่อตอนเล็กๆ เป็นโรคกระดูกอ่อน เพราะกินนมหรืออาหารที่มีวิตามินดีน้อยเกินไป หรือเป็นโรคอื่น (ดูรูปที่ 4)

การเดินเข่ากระทบกัน (เวลาเดินเข่าจะกระทบกัน) เพราะขาส่วนเข่าโค้งเข้า พวกนี้จะยืนตรงให้เท้าชิดกันไม่ได้เพราะเข่าจะเกยกัน เวลายืนตรงให้เท้าชิดกัน จึงต้องงอให้เข่าหนึ่งอยู่ข้างหน้า เข่าหนึ่งอยู่ข้างหลัง ส่วนใหญ่แล้วเกิดเพราเมื่อตอนเล็กๆ เกิดเป็นโรคกระดูกอ่อนแล้วงอเข้า แทนที่จะถ่างออก (ดูรูปที่ 5)

การเดินกะเผลก มักจะเกิดจากขาข้างหนึ่งผิดปกติ ซึ่งอาจจะเกิดจากการอักเสบหรือการพิการตั้งแต่เท้าขึ้นไปจนถึงข้อสะโพก เอว หรือ หลัง ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

การเดินแปะๆ คือ การเดินที่ต้องยกเท้าขึ้นสูง นั่นคือ เดินแบบยกเท้าขึ้นสูง และเวลาวางเท้าลงกับพื้น ส่วนปลายเท้าจะแตะพื้นก่อน ทำให้เกิดการเดินที่มีเสียงแปะๆ อาจจะเป็นเพียงเท้าข้างเดียว หรือทั้งสองเท้าก็ได้ เกิดจากเส้นประสาทที่ใช้ยกปลายเทาเป็นอัมพาตไป (การเดินตามปกติ จะเอาส้นเท้าลงพื้นก่อนทำให้เกิดเสียงดังตึกๆ )

การเดินลากขาหรือเหวี่ยงขา แสดงว่าขาข้างหนึ่งถูกลาก หรือต้องใช้แรงเหวี่ยงอย่างมาก แสดงว่าขาข้างนั้นเป็นอัมพาต ถ้าในขณะเดินแขนข้างเดียวกันก็ไม่แกว่งไกวด้วย แสดงว่าแขนข้างนั้นคงจะเป็นอัมพาตด้วย เกิดเป็นสภาพที่เรียกว่าเป็นอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหนึ่งเกิดตีบ ตัน หรือ แตก ทำให้สมองที่ควบคุมแขนขาข้างนั้นเสียไป

การเดินเซไปเซมา เดินไม่ตรงทาง หรือเวลาเดินต้องก้มหน้ามองดูพื้นตลอดเวลา แสดงว่าสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัวทำงานผิดปกติไป ซึ่งอาจเกิดจากการเมาเหล้า เมายา หรือสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัวได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอหรืออื่นๆ

1.2 ลักษณะการเคลื่อนไหว คนเราบางคนจะทำอะไรดูเชื่องช้า บางคนทำอะไรดูพรวดพราดฉุกละหุก ถ้าหัดสังเกตเป็นเวลานานๆ เราก็เรียนรู้เองได้ว่า ช้าได้ถึงแค่ไหนหรือเร็วได้ถึงแค่ไหนที่ยังถือว่าเป็นปกติ ซึ่งในคนแต่ละอายุแต่ละวัยจะไม่เหมือนกัน เช่น

ในเด็ก ถ้าปล่อยไว้ตามลำพังแล้ว แกจะเคลื่อนไปทางโน้นทางนี้ หยิบโน่นหยิบนี่ เดินหรือวิ่งอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่เดินหรือวิ่งได้แล้ว เรียกว่า ไม่ยอมอยู่นิ่งได้ง่ายๆ นอกจากเวลาหลับ เหมือนกับที่เราเรียกกันว่า “จับปูใส่กระด้ง” บางครั้ง พ่อแม่ หรือคนเลี้ยงต้องวิ่งตามจนหอบ

ถ้าในวัยเด็กเช่นนี้ เด็กกลับอยู่เฉยๆ แบบที่พ่อแม่คนเลี้ยงอาจจะชอบเพราะเด็ก “ไม่ซน” ทั้งที่ควรจะซนเช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติและต้องเสาะหาสาเหตุ และจัดการแก้ไขเสีย

ในทางด้านตรงกันข้าม คนอายุ 60-70 ปี กลับ “ซน” ขึ้นมา นั่นคือ ชอบทำโน่นทำนี่จนผิดสังเกต ทำอะไรก็รวดเร็วพรวดพราด ต้องถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติและต้องเสาะหาสาเหตุเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าก่อนหน้านั้นไม่ได้มีนิสัยแบบนี้อยู่

อาการสั่น ของศีรษะ ลำตัว แขนขา มือเท้า ถ้ามีก็จะต้องสังเกตว่าเกิดขึ้นเวลาไหนเวลาอยู่เฉยๆ หรือเวลาจะทำอะไร

อาการกระตุก ที่หนังตา ที่หน้า ที่แขนขา มือเท้า ก็เป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเช่นเดียวกัน

1.3 การพูดจา วิธีการพูดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนพูดเร็ว บางคนพูดช้า บางคนพูดกล้ำคำ บางคนพูดไม่ชัด บางคนพูดชัดถ้อยชัดคำ แตกต่างกันออกไป ให้สังเกตไปเรื่อยๆ จนสามารถบอกได้ว่า ขนาดไหนที่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ การพูดที่ผิดปกติ เช่น

การพูดช้ามากจนทิ้งช่วง บางครั้งเราคิดว่าคนไข้พูดจบประโยคไปแล้ว แต่พอคนไข้พูดอีกครั้ง กลับต่อเข้าเป็นประโยคเดิม เช่นนี้มักเกิดจากความผิดปกติในสมอง

การพูดที่เร็วสั่นแต่ชัดเจน คล้ายกับว่าพูดอย่างรีบร้อน และกิริยาท่าทางก็ค่อนข้างจะร้อนรนด้วย มักจะเกิดในภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ (ต่อมคอพอก) ทำงานมากเกินไป นั่นคือ ภาวะคอพอกเป็นพิษ

การพูดช้าและเสียงแหบซ่า ร่วมด้วยหน้าตาแขนขาและรูปร่างฉุๆ ก็มักจะเกิดจากต่อมคอพอกทำงานน้อยเกินไป

การพูดตะกุกตะกัก พูดติดอ่าง พูดลำบาก (จะพูดแต่ละคำต้องใช้เวลาคิดตั้งนานทั้งที่เป็นคำง่ายๆ) มักจะเกิดจากความผิดปกติในสมอง หรือจิตใจ

การพูดที่มีเสียงดังกังวาน มักแสดงถึงสุขภาพของร่างกาย โดยเฉพาะปอดและสุขภาพของจิตดี (กำลังภายในดี)

การพูดที่มีเสียงค่อยมาก ฟังยาก ต้องเงี่ยหูฟัง มักแสดงว่า สุขภาพกายและจิตใจไม่ค่อยดี เป็นต้น

1.4 กิริยามรรยาท คำพังเพยที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล เป็นสิ่งที่นำมาใช้ได้ในการตรวจรักษาคนไข้

คนไข้ที่พูดสำเนียงเหน่อเป็นแบบชาวเหนือ ชาวอีสาน ชาวใต้ หรือชาวอื่นๆ จะทำให้เรารู้ว่าคนไข้เป็นคนในท้องถิ่นไหน และท้องถิ่นนั้นมีโรคที่พบบ่อยอะไรบ้าง จนบางครั้งแทบไม่ต้องซักประวัติหรือตรวจร่างกายอย่างอื่นเลย ก็พอเดาได้ว่าป่วยเป็นอะไร เช่น คนไข้ที่มีกำเนิดเป็นชาวอีสาน เดินมาหาเราด้วยท่าทางอ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลืองและท้องโต ส่วนใหญ่มักจะป่วยด้วยโรคตับ โดยเฉพาะโรคพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งจะทำให้ตับแข็ง หรือมะเร็งในตับหรือท่อน้ำดีได้

คนไข้ที่เข้ามาหาเราแล้วมีกิริยามรรยาทเรียบร้อย และค่อนข้างเก็บตัว แบบที่เรียกว่า เป็นผู้ดีชาววัง จะทำให้เราต้องระวังตัวกลัวใช้คำพูดที่เป็นชาวบ้านเกินไป เพราะอาจจะทำให้กระทบกระเทือนใจของคนไข้ คนไข้จำพวกนี้มักจะเปราะบางและมักจะให้ประวัติที่ไม่ตรงไปตรงมาเพราะได้รับการอบรมมาแบบนี้ จึงต้องทบทวนประวัติกลับไปกลับมาหลายครั้ง โดยใช้คำถามที่ไม่ตรงเกินไป และไม่ให้คนไข้จับได้ว่าเรากำลังถามซ้ำถามซากคล้ายกับว่าไม่เชื่อใจคนไข้

คนไข้ที่เข้ามาหาเราแล้วมีกิริยามรรยาทร่าเริง เปิดเผย ตรงไปตรงมา จะทำให้เราเชื่อใจในประวัติที่ซักได้มากขึ้น และจะทำให้การตรวจรักษาง่ายขึ้นมาก

คนไข้ที่มีกิริยาหุนหัน ฉุนเฉียว ใจร้อน ก็ต้องทำให้เราระวังตัวเช่นกัน เพราะการซักประวัติที่ผิดหูเพียงเล็กน้อย หรือการตรวจร่างกายที่คนไข้อาจจะเห็นเป็นการประเจิดประเจ้อ หรือไม่พอใจปาสักนิด อาจจะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรือคนไข้อาจจะทำร้ายเอาก็ได้

การตรวจกิริยาท่าทางของคนไข้ที่เข้ามาหาเราจึงช่วยเราหลายอย่าง เช่น ช่วยให้รู้จักคนไข้ว่าเป็นคนประเภทใด ควรจะเป็นโรคประเภทไหน และควรจะแก้ปัญหาโดยใช้ไม้นวม ไม้แข็ง หรือใช้คำพูด และกิริยาท่าทางอย่างไร เพื่อจะให้คนไข้ศรัทธาและสนิทสนมกับเราในระยะเวลาที่สั้นที่สุด

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การตรวจร่างกาย (ตอนที่ 1)

ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

“ ประชาชนทั่วไปสามารถจะเรียนรู้การรักษาตนเอง และญาติมิตร โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บที่พบอยู่บ่อย ๆ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70-80) จะรักษาได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือที่พิเศษพิสดารอะไร เรื่อง “มาเป็นหมอกันเถิด” จะชี้แจงวิธีเรียนรู้ด้วยตนจนเป็นหมอได้ เราจะเสนอท่านเป็นประจำ เริ่มลงตั้งแต่ฉบับที่ 1 ปีที่ 1 ”

การตรวจร่างกาย (ตอนที่ 1)

นอกจากจะถามเรื่องราว (ซักประวัติ) ของอาการการเจ็บป่วย จะช่วยให้เรารู้ว่าคนไข้เป็นโรคอะไร หรือมีปัญหาอะไรบ้าง การตรวจร่างกายของคนไข้ก็จะช่วยให้รู้ถึงโรค หรือสาเหตุของอาการการเจ็บป่วยของคนไข้เพิ่มขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า การซักประวัติและการตรวจร่างกายทั้ง 2 อย่างรวมกัน จะทำให้เรารู้ว่าคนไข้เป็นโรคอะไรได้ประมาณ ร้อยละ 50

นั่นคือ ถ้ามีคนไข้ที่มาหาเรา 10 คน เราจะวินิจฉัยโรคหรือสาเหตุของปัญหา การเจ็บป่วยของเขาได้ประมาณ 9 คน โดยอาศัยการซักประวัติ และการตรวจร่างกายเท่านั้น อีก 1 คนที่เหลืออาจจะต้องใช้การตรวจเลือด การเอกซเรย์ หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจในห้องแล็บ) อื่นๆ เช้าช่วย จึงจะทำให้วินิจฉัยโรคได้

อย่างไรก็ตาม ในคนไข้ 100 คน จะมีประมาณ 2-3 คน ที่แม้ว่าจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจแล็บต่างๆ ก็อาจจะรู้ว่าคนไข้เป็นอะไร ในกรณีเช่นนี้ ควรจะให้เวลาแก่คนไข้ และเฝ้าดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงของคนไข้ในระยะต่อมา อาจจะช่วยให้เราทราบถึงการวินิจฉัยโรค หรือแนวทางในการดูแลรักษา

แต่อย่าลืมว่า แม้เราจะไม่รู้ว่าคนไข้เป็นโรคอะไร เราก็ควรจะดูแลรักษาคนไข้ได้ โดยเฉพาะการดูแลรักษาอาการของคนไข้ ที่รู้ได้จากการซักประวัติ และ/หรือ การตรวจร่างกายได้

เมื่อเราได้ทราบเกี่ยวกับการซักประวัติจาก “หมอชาวบ้าน” ครั้งก่อนแล้ว เราก็จะต่อไปถึงเรื่อง “การตรวจร่างกาย”

การตรวจร่างกายของคนไข้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยุ่งยากหรือลำบากอะไร ให้ใช้ความสังเกตเป็นประจำก็จะสามารถแยกคนที่กำลังเจ็บป่วย ออกจากคนที่ไม่เจ็บป่วยได้ ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าคนทั่วไป ส่วนใหญ่ผิวหนังสีดำแดงหรือสำน้ำตาล หรือสีขาวอมชมพู หรืออื่นๆ สุดแต่เชื้อชาติ และอาชีพของเขา ลักษณะสีผิวที่ปกติสำหรับเชื้อชาติและอาชีพนั้นๆ เป็นอย่างไร ให้สังเกตและจดจำไว้ ถ้าไปพบคนที่มีเชื้อชาติและอาชีพเดียวกันที่มีลักษณะสีผิวผิดไป เช่น ซีดหรือเหลือง หรือดำ ก็แสดงว่าผิดปกติ

ถ้าคนไข้มีลักษณะ สีซีดขาว เมื่อเทียบกับคนที่มีเชื้อชาติและอาชีพเดียวกัน ก็แสดงว่า คนไข้คงจะมีเลือดน้อย ซึ่งอาจจะเกิดจากการตกเลือด (เสียเลือด) หรือเกิดจากมีเม็ดเลือดแดงน้อย (โรคลิหิตจาง) หรือเกิดจากคนไข้อยู่ในภาวะช็อค* ที่ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังน้อยกว่าปกติ ผิวหนังจึงดูซีดกว่าปกติ

ถ้าคนไข้มีลักษณะ ผิวสีเหลืองกว่าคนอื่นที่มีเชื้อชาติ และอาชีพเดียวกัน ก็จะแสดงว่า คนไข้มีอาการดีซ่าน (น้ำดีกระจายออกจากตับเข้าไปในกระแสเลือด แผ่ซ่านไปทั่วตัว ทำให้ผิวหนังและตาขาวพลอยติดสีเหลืองของน้ำดีไปด้วย) อย่างไรก็ตาม ถ้าคนไข้มีแต่ผิวหนังทั่วตัวสีเหลือง แต่ตาขาวยังคงมีสีขาวหรือสีขาวอมฟ้าเหมือนปกติ ก็จะแสดงว่า คนไข้ไม่ได้มีอาการดีซ่าน แต่ที่ตัวเหลือง โดยที่ตาไม่เหลืองเพราะกินยาที่มีสีแดงหรือเหลืองมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารจำพวกฟักทอง มะละกอสุก หัวผักกาดแดง (แครอท) มากเกินไป ซึ่งไม่มีอันตรายอะไร นอกจากจะทำให้แลดูเป็น “สังข์ทอง” (ผิวหนังเป็นสีทอง) ไปหน่อยเท่านั้นเอง

ถ้าคนไข้มีลักษณะผิวสีดำกว่าคนอื่นที่มีเชื้อชาติและอาชีพเดียวกัน ก็แสดงว่า คนไข้อาจจะเป็น โรคตับเรื้อรัง (โดยเฉพาะถ้าคนไข้มีอาการตาเหลืองตัวเหลืองร่วมด้วย) หรืออาจจะเป็น โรคไตเรื้อรัง (โดยเฉพาะถ้าสีดำนั้นเป็นสีดำแบบสกปรกๆ ที่หน้าคล้ายกับทาหน้าด้วยขี้เถ้าละเอียดๆ ร่วมด้วยอาการซีด อ่อนเพลีย และบวมที่หน้า หนังตา หรือที่เท้าด้วย) หรืออาจจะเป็น โรคของต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นต่อมที่อยู่เหนือไต มีลักษณะเหมือนหมวก (ทำให้ร่างกายผอมแห้ง อ่อนเพลีย และผิวหนังส่วนที่ถูกแดดดำเกรียมกว่าปกติ) หรืออื่นๆ

การตรวจร่างกายดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าเป็นการตรวจด้วย “ตา” อันที่จริงแล้ว การตรวจร่างกายโดยทั่วไป เราใช้อวัยวะ 4 อย่าง คือ ตา หู จมูก และมือ เพื่อการตรวจดังต่อไปนี้ คือ

ดู ดม ฟัง คลำ เคาะ หรือบางคนอาจจะสลับเป็น ดู คลำ เคาะ ฟัง ดม ก็ได้ เพราะการตรวจเหล่านี้จะสลับกันไปสลับกันมาได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคนไข้ และของการตรวจนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น

เรากำลังนั่งอยู่ในห้อง ได้ยินเสียงคนเดินมาดังแปะๆๆๆ เสียงที่เกิดจากการเดินโดยใช้ปลายเท้าตบพื้น เนื่องจาก “เท้าตก” นั่นคือยกปลายเท้าไม่ขึ้น เวลาเดิน แทนที่ส้นเท้าจะลงพื้นก่อน ทำให้เกิดเป็นเสียงแปะๆๆ แทนที่จะเป็นกึกๆๆ แบบการเดินที่ส้นเท้าลงก่อน ในกรณีเช่นนี้จะเห็นว่า เราตรวจร่างกายคนไข้โดยการได้ยิน (การฟัง) ก่อนที่จะเห็นตัวคนไข้เสียด้วยซ้ำ

หรือเราเดินเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง ได้กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกลิ่นของเลือด เช่น เลือดหมู เลือดประจำเดือน ที่เก็บไว้จนบูดเน่า ก็อาจจะทำให้เรานึกถึงโรคมะเร็งของปากมดลูก หรือถ้ากลิ่นเน่านั้นมีลักษณะเหมือนกลิ่นอุจจาระเน่าๆ ก็อาจจะทำให้เรานึกถึงการเป็นฝี หรือเป็นแผลที่ติดเชื้อโรคประเภทที่พบบ่อยอยู่ในอุจจาระได้ ในกรณีเช่นนี้จะเห็นว่า เราตรวจร่างกายคนไข้โดยการได้กลิ่น (การดม) ก่อนที่จะเห็นตัวคนไข้ด้วยซ้ำ

ดังนั้น ในการตรวจร่างกายคนไข้ เราจะใช้อวัยวะส่วนใดตรวจคนไข้ก่อนก็ได้ ขอให้เราใช้อวัยวะนั้นได้ทันที ให้มีความสะดวกต่อคนไข้ และต่อการตรวจให้มากที่สุด ให้คนไข้สบายใจที่สุด และถ้าจำเป็นให้เสียเวลาน้อยที่สุดด้วย

โดยทั่วไปแล้ว อวัยวะที่เราใช้ตรวจร่างกายคนไข้ก่อนอวัยวะอื่นมักจะ ได้แก่ ตา

ก. การใช้ตา (การดู)

เราจะใช้ตาของเราตรวจคนไข้ โดยก่อนอื่นให้สังเกตดูอากัปกิริยาและลักษณะของคนไข้ เพื่อจะดูว่าคนไข้กำลังเจ็บหนักหรือกำลังมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่ เพราะถ้าคนไข้มีอากัปกิริยา และมีลักษณะว่ากำลังจะตายหรือเจ็บหนัก จะต้องรีบให้การดูแลรักษาเพื่อถนอมชีวิตไว้ก่อน อย่าไปมัวซักประวัติอย่างยืดเยื้อ หรือตรวจร่างกายอย่างละเอียดอยู่ เพราะอาจจะเป็นเหตุทำให้ดูแลรักษาคนไข้ช้าเกินไป และทำให้คนไข้ถึงแก่กรรม (ตาย) ได้

ถ้าคนไข้มีลักษณะหนึ่งลักษณะใดเพียง 1 ลักษณะในสิบลักษณะที่กล่าวถึงข้างต้น จะต้องถือว่าคนไข้กำลังเจ็บหนัก และต้องรีบดูแลรักษาเพื่อถนอมชีวิตของคนไข้ไว้ก่อน เมื่อคนไข้ดีขึ้นแล้ว จึงจะทำการซักประวัติ หรือตรวจร่างกายเพิ่มเติมต่อไป

ลักษณะของคนไข้ที่ทำให้คิดว่าคนไข้เจ็บหนัก

1. หมดสติ หรือไม่รู้สึกตัว แม้จะหยิก จะทุบ จะตี ก็ไม่กระดุกกระดิก โดยเฉพาะถ้ามีอาการร่วมด้วยในข้อ 2 ถึงข้อ 10 เพียงข้อหนึ่งข้อใดก็ได้

2. ชักตลอดเวลา หรือลำตัวและแขนขาเกร็งแข็งโดยไม่รู้สึกตัว (สังเกตได้ว่าไม่รู้สึกตัว เพราะเวลาชัก แขน ขาจะฟาดพื้น หรือโต๊ะเก้าอี้ จนเกิดเป็นบาดแผลฟกช้ำขึ้น)

3. หายใจเร็ว หรือหอบเหนื่อยจนตัวโยน นั่นคือ หายใจยกขึ้นยกลงขณะหายใจ ปีกจมูกบานเข้าบานออกขณะหายใจ หรือลูกระเดือกวิ่งขึ้นวิ่งลงขณะหายใจ

4. หายใจช้ามาก เช่น ช้ากว่า 5-6 ครั้งต่อนาที (เราหายใจ 2-3 ครั้ง คนไข้ถึงจะหายใจสักครั้ง) หรือหยุดหายใจ

5. มือเท้าเย็นซีด หรือเขียว หรือมีเหงื่อเย็นๆ ออกตามมือ เท้า แขน ขา และหน้าตาด้วย

6. กระสับกระส่ายดิ้นรน โดยไม่ค่อยจะรู้ตัว สังเกตได้ว่าที่ไม่ค่อยจะรู้สึกตัว เพราคนไข้จะค่อนข้างสับสน เลอะเลือน จนบางครั้งดูไปคล้ายกับว่าคนไข้ดื้อรั้น และไม่ยอมทำตามคำสั่ง และการกระทำที่คนไข้ทำนั้น บางครั้งก็ทำให้คนไข้เจ็บตัวหรือหอบเหนื่อยมากขึ้น

7. ตาเหลือกขึ้น โดยไม่รู้สึกตัว นั่นคือ คนไข้หมดสติแล้วตาเหลือกขึ้นข้างบน หรือที่เรียกว่า ตาช้อนกลับ

8. มีเลือดสดๆ หรือเลือดดำๆ ออกจากบาดแผล หรือทวารต่างๆ เช่น ปาก จมูก ก้น ซึ่งอาจจะเป็นก้นที่ถ่ายอุจจาระ (ขี้) หรือที่ถ่ายปัสสาวะ (ฉี่) หรือทางช่องคลอด (เฉพาะในเพศหญิง)

9. ตัวร้อนจัด (ไข้สูงมาก) ร่วมด้วยอาการชักกระสับกระส่าย หรือไม่ค่อยรู้สึกตัว

10. มีอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรืออาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงอื่นๆ ที่ร่วมด้วยอาการหน้ามืดเป็นลม มือเท้าเย็นซีดหรือเขียว หรือชีพจรเต้นผิดปกติ หรือมีอาการอื่นๆ ตามข้อ 3 ถึงข้อ 7

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีพจร

ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ชีพจรเกิดขึ้นได้อย่างไร

ชีพจรเกิดจากการบีบตัวของหัวใจเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ทำให้เกิดแรงดันมากระทบผนังของเส้นเลือด เป็นผลให้เส้นเลือดมีการหดและขยายตัวตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งเราสามารถคลำได้ตรงตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงวิ่งผ่านหรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ชีพจรคือจังหวะการเต้นของหัวใจ

ชีพจรอยู่ตรงไหน

ชีพจรที่คลำได้ตามร่างกายนั้น จะพบว่ามักจะอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นส่วนข้อต่อของกระดูก เช่น ข้อมือ ข้อพับแขน ขาหนีบ ขมับ และคอ ในผู้ใหญ่นิยมจับชีพจรที่ข้อมือทางด้านหัวแม่มือ หรือที่แขนเพราะคลำได้ง่ายและสะดวก ในเด็กเล็กๆ ที่ข้อมือบางครั้งอาจจะคลำลำบากมาก ดังนั้นจึงนิยมคลำที่ขาหนีบเพราะที่ตำแหน่งขาหนีบจะเป็นตำแหน่งที่คลำได้ชัดทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

วิธีจับชีพจร

ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ให้ผู้ป่วยนั่ง หรือนอนพักหายเหนื่อยก่อนประมาณ 5-10 นาที

2. ในท่านั่งให้ผู้ป่วยนั่งให้สบายที่สุดเหยียดแขนหรือข้อมือให้ตรง ที่แขนควรมีที่รองรับเพื่อให้รู้สึกสบายแขนไม่เกร็ง แต่ถ้าจับในท่าที่คนไข้นอนให้ผู้ป่วยนอนหงายแขนราบกับพื้นหงายฝ่ามือขึ้น

3. วางนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง บนตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงผ่าน (ดังรูป) เช่น ที่ข้อมือด้านหัวแม่มือหรือข้อแขน เป็นต้น แล้วกดปลายนิ้วทั้งลงเบาๆ จับเวลา นับจำนวนครั้งในการเต้นของชีพจรนาน 1 นาที ในรายที่เต้นสม่ำเสมออาจจับเวลาเพียงครึ่งนาทีแล้วคูณสอง

ข้อควรระวัง

1. ระวังอย่าใช้นิ้วหัวแม่มือจับชีพจรคนไข้ เพราะจะจับได้ชีพจรของผู้จับเอง เนื่องจากนิ้วหัวแม่มือมีเส้นเลือดใหญ่มาเลี้ยงนั่นเอง

2. ไม่จับชีพจรในขณะที่คนไข้ตื่นเต้นหรือตกใจกลัว หรือภายหลังออกกำลังกายมาใหม่ๆ เพราะขณะนั้นชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติ ควรรอให้ร่างกายอยู่ในสภาพปกติก่อน

3. ควรใช้นาฬิกาที่มีเข็มวินาทีจับชีพจร เพราะสะดวกในการจับ

ควรจับชีพจรเมื่อใดบ้าง

1. เมื่อมีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วยเกิดขึ้น เช่น เป็นไข้ตัวร้อน ปวดหัว ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเดิน ซีด เหลือง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก ฯลฯ

2. เมื่อมีการเสียเลือด หรือประสบอุบัติเหตุ

3. เมื่อรู้สึกว่าใจสั่น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคทางกายจริงๆ หรือโรคทางใจ (โรคประสาท วิตกกังวลคิดมาก) ก็ได้

ชีพจรเต้นอย่างไร

ในคนปกติ ชีพจรจะเต้นแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

  • ผู้ใหญ่ เต้นประมาณนาทีละ 60-80 ครั้ง
  • เด็กเต้น ประมาณนาทีละ 90-100 ครั้ง
  • ทารกแรกเกิด เต้นประมาณนาทีละ 120-130 ครั้ง

จะเห็นว่าทารกแรกเกิดชีพจรเต้นเร็วมาก เมื่อยิ่งโตขึ้นอายุมากขึ้นชีพจรจะเต้นช้าลง แต่จะแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

การเต้นของชีพจรที่ผิดปกติ

การเต้นของชีพจรที่ผิดปกติ เกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้หลายสาเหตุ การเต้นผิดปกติอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว นานๆ ครั้ง หรือเกิดขึ้นเป็นประจำ

เราลองมาพิจารณาการเต้นของชีพจรลักษณะต่างๆ ดังนี้

1. ชีพจรที่เต้นแรงและเร็วกว่าปกติ เช่น ผู้ใหญ่เต้นนาทีละ 100-120 ครั้ง ชีพจรแบบนี้จะพบได้ในคนที่เป็นโรคและไม่เป็นโรคก็ได้

ถ้าการเต้นนั้นเกี่ยวข้องกับอาการเหนื่อยง่าย เวลาออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยหรือว่าอยู่เฉยๆ หัวใจก็เต้นแรงผิดปกติ รู้สึกเจ็บหน้าอกบ่อยๆ เหนื่อยง่าย อาการที่เกิดขึ้นนี้มักพบในคนที่เป็นโรคหัวใจ

ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย กินจุ แต่ผอมลง คลื่นไส้อาเจียน คอโต หรือตาโปน ก็อาจเป็นโรคต่อมทัยรอยด์ (คอพอกเป็นพิษ)

คนที่มีไข้ตัวร้อน ก็อาจมีชีพจรเต้นแรงและเร็วได้ ตามปกติถ้าไข้ขึ้น 1 ฟ. (องศาฟาเรนไฮท์) ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้นอีกนาทีละ 10 ครั้ง

คนที่ซีดโลหิตจาง หรือได้รับยาบางตัว (เช่น ฮะดรีนาลีน ฉีดแก้หืด) ก็มีชีพจรที่เต้นเร็วได้

ในคนที่ร่างกายเป็นปกติ ชีพจรก็อาจเต้นเร็วได้ แต่มักจะมาจากสาเหตุต่างๆ เช่น ออกกำลังอายมาใหม่ๆ ตื่นเต้น ตกใจกลัว แต่เมื่อได้พักหัวใจก็จะเต้นเป็นปกติเหมือนเดิม

2. ชีพจรที่เต้าช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที บางรายอาจไม่แสดงอาการ แต่บางรายก็มีอาการหน้ามืด วิงเวียนเป็นลมได้ มักพบในคนที่มีความผิดปกติของหัวใจ

คนไข้ที่มีก้อนเลือดในสมอง (เช่น ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ) หรือมีสาเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ความดันภายในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ก็อาจมีชีพจรเต้นช้าลงได้

ในคนที่เป็นนักกีฬาที่มีร่างกาย “ฟิต” เต็มที่ก็จะพบว่าชีพจรเต้นค่อนข้างช้า แต่มีแรงและสม่ำเสมอดีชีพจรแบบนี้เราถือเป็นสิ่งที่ดีมาก

3. ชีพจรเต้นเบาและเร็ว พบในคนที่เป็นลม ช็อค ท้องเดินมากๆ ท้องนอกมดลูก กระเพาะทะลุ ถ้าชีพจรในลักษณะนี้รีบให้การปฐมพยาบาลแล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

4. ชีพจรที่เต้นไม่สม่ำเสมอ

ถ้าเป็นตลอดเวลา จะพบในคนที่เป็นโรคหัวใจ คอพอกเป็นพิษ

ในคนปกติ บางครั้งชีพจรก็เต้นไม่สม่ำเสมอเป็นครั้งเป็นคราวได้ ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายได้รับยาและสารเคมีบางชนิดเข้าไปในร่างกาย เช่น เหล้า บุหรี่ กาแฟ หรือแม้แต่ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอเคร่งเครียด ก็ทำให้ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอได้

ขอให้ท่านลองฝึกจับชีพจรกันดูเถิด เมื่อจับแล้วไม่แน่ใจว่า เต้นปกติหรือผิดปกติหรือไม่ ท่านอาจจะขอคำแนะนำจากหมอที่ใกล้บ้านท่าน ต่อๆ ไปเมื่อท่านจับชีพจรบ่อยๆ ครั้ง จะเกิดความชำนาญขึ้นสามารถจะแยกออกว่าเต้นปกติหรือผิดปกติได้ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง และทุกๆ คนในบ้าน เมื่อเกิดอาการผิดปกติต่างๆ ดังที่กล่าวเป็นข้อๆ ไว้นั้น จะสามารถป้องกันอันตรายขั้นรุนแรงที่จะเกิดกับผู้ป่วยได้

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

Reviews Camcorders.

 

INVariety Copyright © 2009 Cookiez is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template