วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"สะเดา" ประโยชน์จากความขม

ช่วยเจริญอาหาร-แก้ไข้ แถมถ่ายคล่อง

โบราณเขาว่า "หวานเป็นลมขมเป็นยา" ของขมๆ แม้จะไม่อร่อยแต่ก็มีประโยชน์ไม่น้อย อย่างเช่น "สะเดา" ผักสมุนไพรที่แม้จะมีรสขมขนาดไหน แต่ก็ยังเป็นของโปรดของหลายๆ คน โดยเฉพาะเมนูสะเดาน้ำปลาหวานกินกับปลาดุกย่าง หรือกุ้งเผา ที่เมื่อกินพร้อมกันแล้วจะลดความขมของสะเดาลงเหลือแต่ความอร่อย หรือบางบ้านอาจนำสะเดาไปลวกเพื่อลดความขมจิ้มกินกับน้ำพริกอีกด้วย

เรานิยมนำดอกและยอดของสะเดามาประกอบอาหาร ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอาซิน

ส่วนสรรพคุณด้านยาสมุนไพรนั้น สะเดามีสรรพคุณบำรุงธาตุไฟ สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย และแก้ไข้ อีกทั้งรสขมของสะเดายังช่วยเรียกน้ำย่อย และช่วยให้ขับน้ำดีตกลงสู่ลำไส้มากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดความอยากอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้อุจจาระละเอียดขับถ่ายคล่อง และช่วยให้นอนหลับสบายอีกด้วย

สะเดายังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น เป็นสารธรรมชาติที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชอย่างได้ผล และคนโบราณยังเชื่อว่าสะเดาเป็นไม้มงคล นิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยเชื่อกันว่าจะป้องกันโรคร้ายต่างๆ และภูติผีปีศาจได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

อ่านบทความสุขภาพเพิ่มเติมที่ INVariety-Health แหล่งรวมบทความสุขภาพเพื่อผู้หญิง

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

งดหมูแฮมไส้กรอกเป็นอาหารกลางวันเด็ก

กลัวมะเร็งลำไส้ตอนโต

องค์การส่งเสริมสุขภาพอนามัยของอังกฤษ แนะนำกับผู้ปกครองละเว้นการให้เด็กรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูป เพื่อหลีกเลี่ยงการเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่...

กองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลกแจ้งว่า พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า การบริโภคเนื้อสัตว์ สำเร็จรูปชนิดต่างๆ จะเป็นเหตุให้เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งลำไส้มากขึ้น

พร้อมกันนั้นทางองค์การส่งเสริมสุขภาพอนามัยของอังกฤษได้แนะนำกับผู้ปกครองทั้งหลายให้เลิกการเอาหมูแฮมและเนื้อสัตว์สำเร็จรูปอื่นๆ แบบขนมปังหุ้มไส้กรอก เบคอน และไส้กรอกหมูปนเนื้อวัว ใส่กล่องอาหารกลางวัน ให้ลูกเอาไปกินที่โรงเรียน หลีกเลี่ยงการเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ไว้เสียแต่เนิ่นๆ โดยข้ออ้างว่า แม้จะยังไม่มีผลการวิจัย

ถึงการกินเนื้อสัตว์ของเด็กโดยเฉพาะ แต่หลักฐานที่พบในผู้ใหญ่ก็หนักแน่นพอเกินกว่าจะไม่ใส่ใจเสียเลยได้ จึงควรจะฝึกให้เด็กกินอาหารที่ถูกอนามัย ละเว้นอาหารเนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆเสียตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เป็นต้นไป

ในช่วงระยะไม่กี่ปีมานี้ ความสัมพันธ์ของอาหารเนื้อสัตว์สำเร็จรูปกับการเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ใหญ่เพิ่งจะถูกกล่าวขวัญถึงกัน และมีบางคนได้กล่าวคาดเป็นเชิงว่าจะสามารถป้องกันคนได้เป็นเรือนพัน หากให้จำกัดการบริโภคเพียงอาทิตย์ละไม่เกิน 70 กรัม หรือเทียบเท่ากับเบคอนหั่นชิ้นบางๆ ยาวๆ 3 ชิ้น.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่านบทความสุขภาพเพิ่มเติมที่ INVariety-Health แหล่งรวมบทความสุขภาพเพื่อผู้หญิง

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เมนูสุขภาพ “น้ำพริกเผารำข้าวสกัด”

อุดมโปรตีน วิตามิน และเส้นใยอาหาร

ข้าว ถือว่าเป็นอาหารหลักของคนไทยซึ่งมีประโยชน์มากมาย โดยทุกส่วนของต้นข้าวสามารถนำมาเป็นอาหารได้ เช่น รำข้าว ซึ่งในอดีตเป็นอาหารสุกร หากรู้จักเอามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับมนุษย์...ก็สามารถสร้างเมนูสุขภาพได้อีกหลากหลายเมนูเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ สามสาวจากรั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประกอบด้วย น.ส.กีรติ จารุธรรมากร น.ส.ศิรินทรา มาลีบุตร และ น.ส.อรพรรณ โกมลมาลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ได้คิดเมนู "น้ำพริกเผารำข้าวสกัด" โดยมี ผศ.สิวลี ไทยถาวร และ ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล อาจารย์คอยให้คำปรึกษา

ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล บอกว่า "น้ำพริกเผารำข้าวสกัด" เป็นการแปรรูปที่มีคุณค่าทางอาหาร ผู้ชอบรับประทานน้ำพริกเผาและรักสุขภาพ เพราะน้ำพริกมีส่วนผสมของรำข้าวสกัด คือ เยื่อสีน้ำตาลอ่อนที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าว ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วย โปรตีน, วิตามิน และ เส้นใยอาหาร

โดยน้ำมันที่ใช้ในการผัดจะมี สารโอรีซานอล (Oryzanol) เป็นสารธรรมชาติที่สามารถต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่า และมีประสิทธิภาพเหนือกว่า วิตามิน E ทุกชนิด ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็ง และหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สามารถขจัดคอเลสเทอรอลที่ไม่ดี (LDL) ออกไปจากเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ที่มีผลทำให้น้ำหนักของร่างกายลดลง

สำหรับส่วนผสมของ น้ำพริกเผารำข้าวสกัด ประกอบด้วย

รำข้าวสกัด 3 ช้อนโต๊ะ

พริกชี้ฟ้าแห้ง 2 ถ้วย

หอมแดง 1 ถ้วยครึ่ง

กระเทียม 1 ถ้วย

กุ้งแห้งป่น 1 ถ้วย

กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บ 2 ถ้วย

น้ำมะขามเปียก 3/4 ถ้วย

น้ำปลา 1 ถ้วย

น้ำมันรำข้าว 1 ถ้วยครึ่ง

 

 

 

สามสาวแห่งมทร.ธัญบุรี ผู้คิดเมนูเด็ด บอกถึงขั้นตอนกรรมวิธีในการทำ "น้ำพริกเผารำข้าวสกัด" ว่า...เริ่มจาก ผ่าพริกแห้งเอาเม็ดออก ล้างน้ำ ผึ่งแดดให้แห้ง จากนั้นปอกเปลือกหอมแดง กระเทียม ล้าง ซอยเป็นแว่น นำไปทอดให้เหลืองกรอบ แล้วจึงทอดพริกและโขลกละเอียด

หลังจากนั้นนำกะปิไปเผาให้หอม ด้วยวิธีการนำไปจี่ด้วยใบตองบนกระทะ จากนั้นจึงเคี่ยวน้ำตาลปี๊บ, น้ำปลา และน้ำมะขามเปียก ให้รู้สึกพอเหนียว

ใส่กุ้งแห้งป่น พริก กระเทียม หอมแดงที่ได้โขลกไว้กับกะปิ ก่อนจะคนให้เข้ากันจนเดือด

เติมน้ำมันที่เหลือจากการเจียวหอมกระเทียม คนให้เข้ากัน ใส่รำข้าวสกัดจึงยกลงพักให้ เย็นบรรจุใส่ขวด ปิดฝา ถ้าใส่ตามสูตรจะได้น้ำพริกเผา 10 กระปุก

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำพริกเผารำข้าวสกัด 1 กระปุก ขนาด 120 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 535.66 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 68 กรัม โปรตีน 8.77 กรัม ไขมัน 25.45 กรัม แคลเซียม 273.43 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 157.49 มิลลิกรัม วิตามิน A 135.12 ไมโครกรัม วิตามิน B1 0.14 มิลลิกรัม วิตามิน B รวม 0.16 มิลลิกรัม และ เส้นใยอาหาร อีกด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Update 28-08-52

อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

อ่านบทความสุขภาพเพิ่มเติมที่ INVariety-Health แหล่งรวมบทความสุขภาพเพื่อผู้หญิง

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เลิกบุหรี่อย่างไรไม่ให้อ้วน

ลด ละ เลิกบุหรี่ เป็นเรื่องที่ดีสำหรับสุขภาพตัวเอง หลายๆ คนรู้แต่ดูจะอิดออดชอบกล บางคนอ้างว่ากลัวน้ำหนักเพิ่ม เราจึงแนะวิธีป้องกันสำหรับใครที่พร้อมจะเลิกบุหรี่อย่างจริงจังค่ะ

เลิกบุหรี่อย่างไรไม่ให้อ้วน

อย่างแรกคือคุณควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะทำให้คุณกินกระหน่ำให้ได้เสียก่อน ถ้าผ่านตรงนี้มาได้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ จากนั้นสิ่งที่ต้องพยายามอีกหน่อยก็คือ

  • จัดตารางให้ตัวเองออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะเดิน ขี่จักรยาน เต้นรำ หรือแอโรบิก อย่างไรก็ได้ที่คุณจะสนุกกับมัน อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
  • เลือกกินอาหารพวกที่มีไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย ละเว้นของทอดที่ใช้น้ำมัน เพื่อลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย
  • สำหรับคนที่เคยชินกับการสูบบุหรี่พร้อมดื่มชา กาแฟ ให้ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้แทน
  • หากคุณไม่ชอบให้ปากว่าง เลือกของขบเคี้ยวพวกที่มีกากใยมากๆ อย่างข้าวโพดคั่ว ขนมปังแคร้กเกอร์ที่ทำจากธัญพืช หรือหันไปกินผักผลไม้อย่างแอ๊ปเปิ้ล องุ่น หรือแครอทแช่เย็นเจี๊ยบก็ไม่เลวนัก เพราะนอกจากให้พลังงานต่ำแล้วยังได้ประโยชน์จากกากใยหรือวิตามินต่างๆ ด้วย
  • กินอาหารช้าๆ เคี้ยวนานๆ ค่อยกลืน เพราะการกินเร็วๆ จะทำให้คุณกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • สำหรับคนที่ชินกับการคีบบุหรี่ที่นิ้วเสมอๆ ควรหาขนมที่เป็นแท่ง อย่างเช่น ขนมปังกรอบแบบไขมันต่ำ มาวางไว้ทุกที่ที่คุณใช้ชีวิต เช่น ในรถ โต๊ะทำงาน เพื่อหยิบได้ทุกครั้งที่อยากบุหรี่ขึ้นมา
  • หาเม็ดอม หรือเม็นทอลมินต์ แบบปราศจากน้ำตาลพกติดตัวไว้อมแก้ขัดเวลาอยากบุหรี่
  • แปรงฟัน หรืออมเม็นทอลมินต์ทันทีหลังกินอาหารจานหลักเสร็จ จะช่วยลดความอยากของหวาน หรือความอยากบุหรี่ลงไป
  • หากิจกรรมอย่างอื่นทำแทนการกินอาหารนอกมื้อ เช่น เดินเล่น อ่านหนังสือ ทำงาน
  • หากรู้สึกว่ามือว่างอยากคีบบุหรี่ ลองหางานอดิเรกประเภทที่ต้องใช้มือทำ เช่น ทำสวน งานช่าง จะได้ใช้พลังงานไปพร้อมๆ กับลดบุหรี่ในตัว
  • หลังจากเลิกบุหรี่สำเร็จแล้ว ให้ค่อยๆ วางแผนลดน้ำหนัก ไม่ต้องรีบ โดยรอให้คุณคลายความเครียดของการเลิกบุหรี่ได้เสียก่อนจะดีกว่า

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จัดการกับอาการ Jet Lag

อาการหลักๆ ของ Jet Lag ได้แก่ ปวดหัว เหนื่อยล้า หมดแรง เซื่องซึม อารมณ์ฉุนเฉียวผิดปกติ ใครทำอะไรนิดก็หงุดหงิด ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ สมาธิกระเจิง ไม่หิว หรืออยากอาหาร

คนที่เคยนั่งเครื่องบินนานๆ แบบข้ามทวีป เปลี่ยนที่ เปลี่ยนเวลา จากกลางวันเป็นกลางคืน คงเคยสัมผัสกับอาการอ่อนเพลีย หมดแรง ที่เราเรียกว่า เจ็ทแล็ค (Jet Lag) กันบ้างหรอกนะคะ

แถมจะนอนพักก็ยังหลับยากอีกต่างหาก

สาเหตุหลักๆ เกิดจากการเปลี่ยนเวลาจนนาฬิกาชีวิตเราตามไม่ทันนั่นเอง เนื่องจากนาฬิกาชีวิตเราจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงตามสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เช่น การกิน และการนอน ปฏิกิริยาต่อแสงสว่างและความมืด คนที่เคยนอน 4 ทุ่มตื่น 6 โมงเป็นประจำ นาฬิกาชีวิตก็จะเดินตามนั้น เมื่อเดินทางไปต่างโซนเวลามันจึงรวนไปชั่วขณะ ยิ่งข้ามโลกไปไกลมาก ยิ่งอ่อนเพลียมาก เชื่อว่าการเดินทางข้ามโซนเวลาไปทางทิศตะวันออกจะทำให้ร่างกายต้องพยายามปรับตัวมากขึ้นกว่าไปทางทิศตะวันตก

จัดการกับอาการ Jet Lag

นับว่ายังดีที่อาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ก็เล่นเอาหลายคนทรมานไม่น้อย ตรงนี้มีข้อแนะนำบางอย่างเพื่อช่วยลดอาการ Jet Lag ลงได้บ้างค่ะ

  • หาเที่ยวบินที่จะไปถึงที่หมายตอนกลางคืน จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้ง่ายขึ้น
  • การขาดน้ำทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์บนเครื่องบิน หันมาจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ หรือดื่มน้ำผลไม้แทน
  • หาเวลาออกไปรับแดดในตอนกลางวันเมื่อถึงที่หมาย เพื่อให้ร่างกายรับรู้เวลาตื่น
  • ใครที่เคยออกกำลังกายเป็นประจำ เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง ก็ควรทำเหมือนเดิม เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และทำให้พร้อมพักผ่อนเมื่อถึงเวลาพัก
  • อย่าเผลองีบหลับนานๆ จะทำให้คุณปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้ยาก ถ้าง่วงมากก็งีบสั้นๆ พอ
  • คนที่ต้องกินยาตามเวลาอย่างต่อเนื่อง ให้กินยาตามเวลาที่บ้านเดิม แต่หากจำเป็นต้องใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่นานๆ ก็ควรค่อยๆ ปรับให้เข้ากับมื้ออาหารใหม่ เริ่มจากปรับให้ยาแต่ละมื้อห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จนกว่าจะลงตัวกับมื้ออาหารในที่ใหม่ และเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับบ้านก็ต้องทำเช่นเดียวกัน จนกว่าจะลงตัว

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ชั่งใจสักนิดก่อนเข้าสปา

คุณผู้หญิงทั้งหลายให้ความสนใจไปใช้บริการสปาเป็นจำนวนมาก สปาจึงจัดเป็นที่สาธารณะ และอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อต่างๆ ได้

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีชื่อเสียงการให้บริการสปา นักท่องเที่ยว รวมถึงคนไทยต่างให้ความสนใจไปใช้บริการจนเป็นที่นิยมไปทั่ว ซึ่งหากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว สปาที่เปิดบริการแบบมาตรฐานสากลในบ้านเรามีเพียงไม่กี่แห่ง ประกอบกับอัตราค่าบริการค่อนข้างสูง ทำให้ได้รับความนิยมเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะในเมืองใหญ่ๆ หรือเมืองท่องเที่ยว เราสามารถพบเห็นสปาได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นย่านธุรกิจการค้า หรือแม้กระทั่งริมถนน ตรอก ซอกต่างๆ

สปาที่เปิดให้บริการมีหลากหลายแบบ อาจเป็นสปาที่ให้บริการครบวงจร ผนวกด้วยบริการเพื่อสุขภาพและความงามด้านอื่นๆ เช่น ฟิตเนส ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ห้องนวด ห้องเสริมสวย ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่าจะเน้นบริการลูกค้าอย่างไร และเนื่องจากสปามีให้เลือกมากมาย เพื่อความเป็นระเบียบ ได้มาตรฐาน และความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการทั่วประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดมาตรฐานสถานที่เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อเสริมสวยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ชั่งใจสักนิดก่อนเข้าสปา

สถานที่ รวมถึงที่ตั้ง ระดับแสงสว่าง ความปลอดภัย และสุขอนามัยภายในสปา
ผู้ดำเนินการ มีมาตรฐานในการควบคุม ดูแลและความรับผิดชอบต่อธุรกิจ
ผู้ให้บริการ นักบำบัด หรือผู้นวด ต้องผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตร มีคุณสมบัติครบถ้วน
ความปลอดภัย มีมาตรฐานการทำความสะอาดเครื่องมือที่ใช้ในสปา รวมถึงการเตรียมพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
การบริการ มีการแจ้งอัตราค่าบริการอย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกค้ารับทราบก่อนใช้บริการ

เนื่องจากผู้รักสุขภาพ โดยเฉพาะ ดังนั้นนอกเหนือจากจะเลือกสปาที่ชื่อเสียงในการบริการ มีความเชี่ยวชาญ ยังต้องเอาใจใส่ต่อความปลอดภัยของสุขอนามัยอีกด้วย โดยรายละเอียดที่คุณไม่ควรมองข้ามก่อนตัดสินใจเข้าสปา ได้แก่

สถานที่ แม้ว่าจะไม่มีข้อบังคับระบุว่า สปาควรตั้งอยู่ที่ใดเป็นพิเศษ แต่ก็ควรตั้งอยู่ในบริเวณที่ไม่มีเสียงอึกทึกรบกวน สามารถสังเกตเห็นทางเข้า-ออก ได้อย่างชัดเจน ภายในสปามีการติดตั้งใบอนุญาตประกอบสถานบริการถูกต้องตามกฎหมาย ห้องต่างๆ ต้องมีแสงสว่างพอเพียง แม้ว่าสปาส่วนใหญ่จะปรับแสงให้นวลตา เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายก็ตาม แต่อย่างน้อยในห้องที่ใช้สำหรับนวด เช่น ห้องนวดหน้า ห้องเสริมสวย จำเป็นต้องมีแสงสว่างมากกว่าห้องอื่นๆ และที่สำคัญประตูห้องนวดทุกห้องต้องไม่มีกุญแจล็อก ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้า นอกจากนี้ภายในห้องนวดต้องไม่มีกลิ่นเหม็นอับ ต้องติดตั้งระบบถ่ายเทอากาศ รวมถึงอุณหภูมิในห้องนวดต้องไม่ร้อน หรือเย็นจนเกินไป

สุขอนามัยของผู้ให้บริการ นักบำบัด หรือผู้นวด ต้องได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรมาตรฐาน และมีประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ก่อนเริ่มต้นนวด ผู้นวด หรือนักบำบัด จำเป็นต้องทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อนให้บริการทุกครั้ง เล็บมือควรตัดสั้น ขัดให้สะอาด ผมต้องมัดเก็บให้เรียบร้อย ไม่ใส่น้ำหอม รวมถึงไม่ใส่เครื่องประดับใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวน หรือขีดข่วนขณะสัมผัส หรือนวด นอกจากนี้ผู้นวดหรือผู้บำบัดทุกคนต้องติดป้ายชื่อบนเสื้อ เมื่อมีการสอบถามถึงประกาศนียบัตรรับรองอาชีพ ต้องสามารถแสดงได้ หรือคุณอาจสังเกตจากใบรับรองบริเวณแผนกต้อนรับ เพื่อความมั่นใจในบริการ

การรักษาความสะอาด การรักษาความสะอาดภายในสปานับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากมีคนแวะเวียนเข้าสปาจำนวนมาก และมักข้องเกี่ยวกับการสัมผัส การนวด การใช้น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายต่างๆ ซึ่งหากทำความสะอาดไม่ดี ก็จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย ดังนั้นการพิถีพิถันเอาใจใส่ทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ภายในสปาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทุกครั้งที่เริ่มให้บริการแก่ลูกค้ารายใหม่ เช่น

  • ผ้าขนหนู เสื้อคลุมอาบน้ำ ผ้าปูเตียง ผ้าห่ม ควรผ่านการซัก อบ ผ่านการฆ่าเชื้อ ไม่มีกลิ่นอับชื้น ในทางตรงกันข้ามไม่ควรมีกลิ่นน้ำหอมแรงเกินไป เนื้อผ้าควรเป็นแบบผ้าฝ้าย 100% เพราะระบายความชื้นได้ดี และไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง และควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งหลังใช้ ทั้งนี้ควรมีบริการอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง เช่น หมวกคลุมผม รองเท้าสลิปเปอร์ กางเกงในกระดาษ เพราะนอกจากอำนวยความสะดวก ยังป้องกันการติดเชื้อได้อย่างดี
  • หวี แปรง ควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อราและรังแค
  • อุปกรณ์ทำความสะอาดผิว ฟองน้ำ ใยบวบ แปรงขัดตัว แปรงขัดหน้า อุปกรณ์เหล่านี้ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งเมื่อลูกค้ารายใหม่ใช้บริการ หรืออย่างน้อยต้องทำความสะอาด ฆ่าเชื้อเช่นกัน เพื่อป้องกันเชื้อราที่อาจสะสมอยู่
  • ห้องอาบน้ำ ห้องซาวน่า เนื่องจากเวลาเข้าสปา คุณมักจะต้องสัมผัสกับน้ำมันอโรมาเธอราพี เมื่อทำการชำระล้างร่างกาย คราบน้ำมันเหล่านี้มักติดตามพื้น ผนังห้องน้ำ หากไม่รีบทำความสะอาดทันที จะทำให้เกิดคราบสกปรก ดังนั้นหลังการใช้ห้องอาบน้ำ ห้องซาวน่า ควรมีการทำความสะอาด เช็ดถูทันที และที่สำคัญต้องไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมี ส่งกลิ่นฉุน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับสปาโดยเฉพาะ
  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในร้าน ควรเลือกสปาที่ใส่ใจในผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีราคาเหมาะสม เลือกสินค้าที่ได้รับการตรวจสอบจากองค์การอาหารและยา สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลือกสปาที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพิสูจน์ว่าไม่แพ้ หรือพยายามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมากที่สุด ไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป และไม่มีกลิ่นน้ำหอมฉุน ซึ่งรวมไปถึงดอกไม้ตกแต่ง และเทียนหอมที่จุดในสปา ทั้งสองสิ่งจำเป็นสำหรับสร้างกลิ่นสดชื่นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ต้องได้สมดุลกัน ไม่ส่งกลิ่นตีกันจนทำลายบรรยากาศอื่นๆ เสียหมด ที่สำคัญดอกไม้ที่นำมาโรยอ่างน้ำ ต้องปราศจากยาฆ่าแมลง และสุดท้ายห้องที่จุดเทียนหอม หรือน้ำมันอโรมาเธอราปี ต้องติดตั้งระบบระบายอากาศที่ดี

การเลือกใช้บริการสปาสักแห่ง จึงไม่เพียงต้องพิจารณาจากการบริการ ราคา หรือชื่อเสียงเท่านั้น แต่ต้องเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เพราะจุดมุ่งหมายของการเข้าสปา คือ ทั้งร่างกายและจิตใจ ได้รับการผ่อนคลายมากที่สุด คงไม่มีใครอยากจ่ายเงินแพงๆ แต่ได้รับการบริการแบบไม่เต็มร้อยแน่นอน ดังนั้นครั้งต่อไปที่จะเลือกเข้าสปา ขอให้พนักงานพาเดินสำรวจสักรอบ เพื่อเป็นตัวเสริมในการตัดสินใจย่อมไม่เสียหายค่ะ
TIPS ควรรู้ก่อนไปสปา

  • หากคุณตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บริการ สปาทุกครั้ง แต่ไม่แนะนำให้เข้าห้องซาวน่า หรือห้องสตรีม เนื่องจากมีอุณหภูมิสูง ทำให้หลอดเลือดขยาย หัวใจจะสูบฉีดเร็วขึ้น จะทำให้ปวดหัว มีอาการมึน ตาพร่า
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหนัก หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนเข้าสปา แต่ก็ไม่ควรปล่อยท้องว่างเช่นกัน
  • ควรไปถึงเวลานัดล่วงหน้า 15 นาที เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้ารับบริการ เช่น การพักดื่มน้ำ หรือชาสมุนไพร
  • หลีกเลี่ยงการแว็กซ์ หรือโกนขน 1 วันก่อนเข้ารับบริการขัดผิวด้วยเกลือ มิฉะนั้นผิวอาจเกิดการระคายเคืองได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการตากแดด หรืออยู่กลางแดดจัด ก่อนการเข้ารับบริการนวดใดๆ
  • หากใส่เครื่องประดับ ให้ถอดออกก่อนเข้ารับบริการ อาจฝากไว้ในตู้นิรภัยที่ทางสปาเตรียมไว้ให้ แต่ถ้าถอดเก็บไว้ที่บ้านจะปลอดภัยที่สุด
  • ในระหว่างการรับบริการสปา ควรหลับตาและสูดหายใจเข้า-ออก ลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายยิ่งขึ้น
  • ควรปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด เพื่อคุณจะได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง
  • ตลอดเวลาที่ได้รับบริการ หากรู้สึกไม่สบาย หรือไม่พอใจ ควรแจ้งกับผู้นวด หรือนักบำบัดให้ให้ทราบทันที

ข้อมูลจาก: Mr. Andrew Jacka, Horwath Spa Consulting / Mr.Richard Williams, Manager of Chiva-Som International Health Resort และภาพจาก Mandara Spa ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คุณเป็นนักช้อปปิ้ง..ไร้สติหรือเปล่า?

จะว่าไปนักจิตวิทยาเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะควบคุมนิสัยการช้อปปิ้งของตัวเองได้ยากมาก

คุณเป็นนักช้อปปิ้ง..ไร้สติหรือเปล่า?

ผลสำรวจของนิตยสาร The Marketeer ที่สำรวจสาวไทยวัยทำงานอายุระหว่าง 21-29 ปี เกี่ยวกับค่านิยม ความเชื่อ และวิถีการดำเนินชีวิต ได้ผลสรุปมาข้อหนึ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจว่า กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีคะแนนนำลิ่วมาได้แก่ กลุ่มสาวทำงานยุคใหม่ ที่มีลักษณะเด่นคือ เป็นพวกบ้างาน ส่วนหนึ่งเพราะกลัวความไม่มั่นคง และมักจะทำงานหนักเพื่อหาเงินมาปรนเปรอความสุขให้กับตัวเอง ค่อนข้างเป็นวัตถุนิยม และมักจะหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยการจับจ่ายซื้อของจนกลายเป็นนิสัย

หนังสือนิยายขายดีเรื่อง The Secret Dreamworld of a Shopaholic เขียนโดยนักข่าวสาวอย่าง โซฟี คินเซลลา หรือเวอร์ชั่นที่แปลเป็นไทยว่า คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ ที่แปลโดยคุณพลอย จริยะเวช ได้ขุดคุ้ยแคะเอารูปแบบการใช้ชีวิตสาวสมัยใหม่ที่ใฝ่ใจการช้อปปิ้ง แก้กลุ้ม ออกมาตีแผ่อย่างสนุกสนานปนความสะใจ ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของไลฟ์สไตล์สาวๆ ยุคปัจจุบันอย่างถึงกึ๋น ที่หนังสือขายดิบขายดีก็คงเป็นเพราะเนื้อหาคงไปจี้ใจดำใครหลายๆ คนอยู่กระมัง
อาการประเภทที่ว่า ฉันรู้สึกเครียดจังวันนี้ งานก็เยอะ เจ้านายก็บ่นทั้งวัน กลับบ้านเร็วก็เหงาน่าเบื่อ เลิกงานทั้งทีขอไปเดินห้าง(สรรพสินค้า)ให้เย็นใจดีกว่าครั้งพอไปเดินเห็นเสื้อผ้าถูกใจ ราคาพอสู้ไหว ถึงเงินสดไม่มีเครดิตการ์ดที่ทำไว้ตั้งหลายใบก็ยังพอจ่าย...ว่าแล้วก็ซื้อมันซะเลยสะใจดี พอเดินไปอีกก้าวเห็นรองเท้าคู่ที่หน้าตาสวยไม่เลว มันช่างเปล่งประกายเหมือนรอให้เราเป็นเจ้าของอยู่พอดี...อย่ากระนั้นเลย....ซื้อมันไปให้เป็นเพื่อนกับรองเท้าเสื้อผ้าที่มีอยู่เต็มบ้านเสียดีกว่า แล้วก็...เอ้า...ซื้อซะ (อีกแล้ว)
ทั้งๆ ที่แผนการซื้อของเหล่านี้ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อนล่วงหน้าเลยสักนิดเดียว การได้จับจ่ายเงินออกไปแลกกับสิ่งของที่ถูกใจบางอย่างกลับมา ซึ่งมักจะเป็นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นักจิตวิทยาเขาว่ามันไปช่วยทดแทนความรู้สึกสูญเสียความมั่นใจอะไรบางอย่างในตัวคนเรา คล้ายๆ กับคนที่กำลังหิวแล้วได้กินอาหาร คนช้อปปิ้งแบบไม่ยั้งคิดที่อาการหนักหน่อยก็เป็นอาการผิดปกติเช่นเดียวกับคนที่ควบคุมนิสัยการกินของตัวเองไม่ได้ อย่างคนที่เป็นโรคบูลิเมีย ที่ชอบล้วงคอให้อาเจียนหลังกินอาหาร หรืออะนอรีเซีย เห็นอะไรก็ไม่อยากกินไปหมด กินทั้งวัน ทำให้อ้วน กลับกันแต่การคลายเครียดด้วยการช้อปปิ้ง ช่างเป็นนิสัยที่เป็นอันตรายต่อสภาวะทางการเงินในกระเป๋า เป็นเหตุให้คุณอีกหลายต่อหลายคนต้องนั่งกุมขมับตอนปลายเดือน หรือเวลาที่ใบเรียกเก็บเงินบัตรเครดิตส่งมาถึงบ้าน ถึงเวลานั้นทีไรใจก็แป้ว และมักจะสำนึกผิดในวิธีการคลายเครียดที่ตัวเองทำลงไปอย่างนั้นเสียทุกที พอจัดการกับบรรดาบัตรเครดิตทั้งหลายเรียบร้อยแล้ว วงจรเดิมๆ ก็เริ่มกันใหม่ในเดือนใหม่อีกครั้ง แล้วคุณล่ะ...กำลังประสบสภาวะอย่างนี้อยู่หรือเปล่าคะ?
เพราะขณะที่เรากำลังเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือตลาดนัด หรือแม้แต่เดินเฉียดแผงลอยข้างถนน เราล้วนถูกแวดล้อมด้วยคนที่พร้อมจะจ่ายเงินซื้อของเหมือนๆ กันจำนวนมากที่พอจะส่งอิทธิพลทางความคิดมาถึงเราได้ และสนับสนุนความรู้สึกอยากช้อปของเราให้มากขึ้น ยิ่งคนที่เติบโตขึ้นมาในสังคมเมืองที่มีชีวิตอยู่กับการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยอยู่ตลอดเวลา การได้ใช้เงินบางทีก็เป็นการผ่อนคลายที่แสนธรรมดาวิธีหนึ่ง แต่จะไม่ใช่เรื่องผิดหากคุณช้อปปิ้งแบบ มีสติ เพราะหากว่าช้อปฯ แบบ ไร้สติ แล้วนี่ เข้าข่ายโรคจิตแล้วล่ะ แถมเห็นทีคุณจะต้องประสบความยุ่งยากทางการเงินตามมาแน่ๆ ต้องรีบแก้นิสัยเสียนี้โดยด่วน
ลองมาดูว่าพฤติกรรมการช้อปฯที่ผ่านๆ มาของคุณนั้นเข้าข่ายผิดปกติแล้วหรือยัง หากคุณตอบว่า ใช่ เกินครึ่งของคำถามต่อไปนี้นั้น ก็คงพอฟันธงลงไปได้ว่าคุณเริ่มเข้าข่ายเป็น นักช้อปฯไร้สติเสียแล้วล่ะค่ะ คุณคงต้องรีบหาทางจัดการเยียวยาตัวเองก่อนบัญชีคุณจะบานปลายไปกว่านี้
- คุณยังไม่ใช้ของที่ตัวเองซื้อมา ยอมรับมาซะดีๆ ว่ามีบางชิ้นที่คุณยังไม่แกะออกจากห่อเลยด้วยซ้ำ
- ยอดเครดิตการ์ดกี่ใบๆ ที่คุณมีต่างก็เฉียดเต็มเพดานอยู่รอมร่อแล้ว
- คุณมักจะเอาของที่ซื้อมาแล้วไปเปลี่ยนหรือคืนที่ร้านเป็นประจำ
- ตอนแรกที่ซื้อของมาคุณก็มักจะรู้สึกดีอยู่หรอก แต่พอเวลาผ่านไปคุณมักรู้สึกผิดที่ใช้เงิน พาลให้รู้สึกแย่ๆ กับนิสัยนี้ของตัวเองเป็นประจำ
- คุณไม่กล้าบอกสามีหรือเพื่อนว่าคุณไปช้อปปิ้งมา
- คุณเลือกที่จะไปช้อปปิ้งแทนการนัดเพื่อนหรือไปงานที่มีคนเชิญมาเสมอ
- หากวันไหนคุณไม่ได้ไปซื้อของ คุณมักจะกระวนกระวายและรู้สึกร้อนรุ่ม
- คุณรู้สึกดีมากๆ หากพนักงานขายพูดจาดีๆ กับคุณ และจะรู้สึกเศร้าหากพนักงานพวกนั้นไม่ต้อนรับคุณด้วยดี
- เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกแย่กับอะไรก็ตาม คุณจะรู้สึกอยากออกไปช้อปปิ้งเพื่อหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ
- คุณมักจะไม่เคยกะการล่วงหน้าว่าจะซื้ออะไร แต่ชอบที่จะไปเดินดูแล้วค่อยหยิบของที่อยากได้ในขณะนั้น
แม้ว่าการช้อปปิ้งจะทำให้คุณสบายใจจนคุณเผลอ เสพการช้อปปิ้ง โดยไม่รู้ตัว เราคงได้แต่เตือนกันให้คุณรู้จักบันยะบันยังบ้างตามสภาพเศรษฐกิจและความเป็นจริงที่หนีไม่พ้นนะคะ เพราะถึงอย่างไรการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในยามที่จำเป็นก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต นักจิตวิทยาได้รวบรวมคำแนะนำดีๆ สำหรับเยียวยานิสัยโรคนักช้อปเอาไว้ให้แล้ว ลองทำตามดูก็คงไม่เสียหลาย เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น ดังนี้ค่ะ
- ก่อนออกไปช้อปปิ้ง ทำรายการของที่ตั้งใจจะซื้อจดใส่กระดาษให้ชัดเจน และซื้อของเฉพาะที่อยู่ในรายการเท่านั้น อย่าออกนอกรายการเด็ดขาด
- เลือกเดินคนเดียว เพราะหากไปกับเพื่อนคุณจะมีโอกาสถูกลูกยุได้สูง
- เมื่อไหร่ที่เกิดไปปิ๊งของแพงหูดับจนแทบจะอดใจไม่ได้อยู่รอมร่อ จงหยุด และให้เวลาตัดสินใจกับตัวเองสัก 24 ชั่วโมง แล้วเดินออกจากร้านไปก่อน คุณจะจัดการกับอารมณ์อยากได้ของตัวเองได้ดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ
- หากคุณรู้สึกว่าการได้จ่ายเงินซื้อของอะไรก็ตามเป็นเรื่องที่ทำให้คุณสบายใจขึ้นมากแล้วล่ะก็ แทนที่จะซื้อของแพงๆ อย่างเสื้อผ้า รองเท้า แบรนด์เนมต่างๆ ก็ลองหันมามองของแบกะดินถูกๆ หรือซื้อพวกกับข้าว หรือของจำเป็นในครัวเรือนเสียเลยยิ่งดี หากยิ่งต่อราคาได้ คุณก็จะได้ใช้เงินน้อยลงไงคะ
- และหากคุณภูมิใจ อุ่นใจกับการมีเครดิตการ์ดติดกระเป๋าสตางค์ จนห้ามใจไม่อยู่หยิบมันออกมาใช้เรื่อยๆ แล้วนี่ เห็นทีต้องปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด ทำใจแข็งไว้ค่ะ แล้วเก็บมันใส่กล่อง ล็อคกุญแจไว้เลย แล้วก็เอากล่องนั้นใส่ไว้อีกกล่องหนึ่ง แล้วก็ซุกไว้ลึกๆ ในตู้เสื้อผ้าที่บ้าน ทีนี้เมื่อไหร่ที่คุณอยากได้ของอะไร ทั้งๆ ที่เงินสดก็ไม่พอ (หนี้เก่าก็มีเพียบ) อย่างน้อยจะได้ชั่งใจ กลั่นกรองความอยากถึง 3 ชั้นขณะที่จะหยิบเจ้าเครดิตการ์ดเหล่านั้นมาใช้ เวลาเหล่านี้อาจจะช่วยเรียกสติและความยั้งคิดของคุณกลับมาได้บ้างค่ะ
......แล้ววันนี้คุณมีแผนจะออกไปช้อปปิ้งอยู่หรือเปล่าคะ?.....

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ invariety-helath.blogspot.com แหล่งรวมบทความของคนรักสุขภาพ

Reviews Camcorders.

 

INVariety Copyright © 2009 Cookiez is Designed by Ipietoon for Free Blogger Template